ยื่นหนังสือที่ บช.น.เรียกร้องตรวจสอบในกรณีย์หนุ่มโรงงานห้องเย็นเสียชีวิตแบบเปลือย !!
เมื่อเวลา10.00น.วันที่07ต.ค.61 ณ.กองบัญชาการตำรวจนครบาล ทนาย รณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้พา นางสาวฮาบิบ๊ะ เด็นมานิ พี่สาวของนายธารณ เด็นมานิ อายุ 26 ปี ชาวจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพนักงานของโรงงานห้องเย็นแห่งหนึ่งในพื้นที่ย่านหนองจอก โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่23ส.ค.61โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งกับทางญาติว่า นายธารณ ได้เกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิต โดยทางญาติได้เกิดข้อกังขาในหลายส่วนและคิดว่าคงจะไม่น่าจะเป็นอุบัติเหตุโดยมีข้อสงสัย 1,ผู้เสียชีวิตไม่ได้ใส่เสื้อผ้า 2,ทรัพย์สินของผู้เสียชีวิตหายไปหมด 3,รอยบาดแผลพบที่บนร่างกายราว19จุด 4,ตรงบริเวณเบ้าตาทั้ง2ข้างมีรอยฟกช้ำคล้ายโดนต่อย 5,ภายหลังการเกิดเหตุทางญาติขอดูกล้องวงจรปิดที่ภายในโรงงานมีติดตั้งตามจุดต่างๆแต่กลับไม่สามารถจะเปิดให้ดูได้ แจ้งเพียงว่าอุบัติเหตุ และเวลาได้ล่วงเลยมาจนถึงเวลานี้
ราว2เดือนกว่าก็ยังไม่ระบุว่าเกิดจากอะไร ทางด้านพี่สาวผู้เสียชีวิตจึงได้ประสานติดต่อไปยังทนาย รณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เพื่อจะนำหนังสือและเอกสารเข้ายื่นร้องขอให้มีการตรวจสอบอย่างชัดเจนอีกครั้งเพื่อจะได้คลายข้อกังขา ถ้าผลออกมาว่าการเสียชีวิตเกิดจากอุบัติเหตุจริงก็พร้อมที่จะยอมรับและจะได้นำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป แต่ถ้าหากว่าการเสียชีวิตของน้องชายในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุก็จะต้องให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบและดำเนินการในขั้นต่อไป
วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
“ยุทธการขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองให้น่าอยู่ ปฏิบัติการ Operation X-Ray Out Law ตลาดสี่มุมเมือง”
ตามนโยบายของรัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานทั้ง ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและกวาดล้าง เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแฝงตัวของอาชญากรในรูปแบบต่างๆที่เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยว และย้ำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบระบบข้อมูลเข้าออก รวมทั้งเพิ่มมาตรการกำกับ ติดตาม ควบคุมและดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม กับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งมีตกค้างอยู่ในประเทศจำนวนมาก
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม., พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร รรท.ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤตพล ยี่สาคร รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง
รรท.รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ,พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม
รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3, พ.อ.ไพบูลย์ พุ่มพิเชฏฐ์ ผบ.กกล.รส.จว.ปทุมธานี และ พ.ท.ไวกูณฐ์ โชติธาดา
ผบ.ร้อย รส.ปตอ.2 พัน.2
บูรณาการสนธิกำลังทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ปกครอง ได้แก่ ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดปทุมธานี,
ศูนย์ป้องปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตร., ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจปราบปราม ยาเสพติด, ตำรวจสันติบาล, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, กองพิสูจน์หลักฐาน, ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี, สมุทรปราการ, นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา, หน่วยอรินทราช 26 บช.น., หน่วยสยบไพรี บช.ปส., ฝ่ายปกครองจังหวัดปทุมธานี
ผลการปฏิบัติได้ทำการตรวจค้นอาคารที่พักของบุคคลต่างด้าวภายในพื้นที่ตลาดสี่มุมเมือง ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จำนวน 9 เป้าหมาย ตรวจคนต่างด้าวกว่า 1,000 ราย พบการกระทำความผิด จำนวน 170 คน มีรายละเอียดดังนี้
1.ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต สัญชาติ เมียนมาร์, กัมพูชา จำนวน 45 คน
- สัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 17 คน
- สัญชาติกัมพูชา จำนวน 28 คน
2.ผู้ต้องหาอยู่เกินกำหนดระยะอนุญาต (Overstay) จำนวน 7 คน
- สัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 5 คน
- สัญชาติกัมพูชา จำนวน 1 คน
- สัญชาติลาว จำนวน 1 คน
3.ผู้ต้องหาไม่แสดงที่พัก (ม.37 ) จำนวนกว่า 105 คน
- สัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 74 คน
- สัญชาติกัมพูชา จำนวน 31 คน
ผู้ต้องหาไม่แสดงที่พัก (ม.38 ) จำนวนกว่า 3 คน
4.ผู้ต้องหาให้ที่พักพิง จำนวน 2 คน
5.ผู้ต้องหาไม่รายงานตัวภายในกำหนด 90 วัน จำนวน 5 คน
6.ผู้ต้องหาไม่พบหนังสือเดินทาง จำนวน 3 คน
7.ของกลางอุปกรณ์เสพยาเสพติด จำนวน 1 ชุด
8.ของกลางอาวุธมีด จำนวน 4 เล่ม
9.ของกลางสนับมือ จำนวน 1 อัน
ภารกิจกวาดล้างอาชญากรรมและตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ภายใต้ปฏิบัติการ Operation X-Ray Out Law ในครั้งนี้ ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการป้องกันปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวและกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาหรือพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย หรือเข้ามาก่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ รวมไปถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อประชาชนคนไทยหรือประเทศชาติ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาล โดยให้ทุกหน่วยงานเพื่อความเข้มในการตรวจอนุญาตให้บุคคลและพาหนะในการผ่าน เข้า-ออก ราชอาณาจักร และกำชับให้ทุกหน่วยออกสืบสวนหาข่าวบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมทั้งระดมกวาดล้างอาชญากรรม และจับบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต
//ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
ตามนโยบายของรัฐบาลโดยการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ
รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้หน่วยงานทั้ง ทหาร ตำรวจและฝ่ายปกครอง ประสานส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการติดตามและกวาดล้าง เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทุกพื้นที่ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแฝงตัวของอาชญากรในรูปแบบต่างๆที่เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยว และย้ำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบระบบข้อมูลเข้าออก รวมทั้งเพิ่มมาตรการกำกับ ติดตาม ควบคุมและดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม กับบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ซึ่งมีตกค้างอยู่ในประเทศจำนวนมาก
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม., พล.ต.ต.อำพล บัวรับพร รรท.ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤตพล ยี่สาคร รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.กรไชย คล้ายคลึง
รรท.รอง ผบช.ภ.1, พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี ,พล.ต.ต.สุภธีร์ บุญครอง ผบก.สส.ภ.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม
รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3, พ.อ.ไพบูลย์ พุ่มพิเชฏฐ์ ผบ.กกล.รส.จว.ปทุมธานี และ พ.ท.ไวกูณฐ์ โชติธาดา
ผบ.ร้อย รส.ปตอ.2 พัน.2
บูรณาการสนธิกำลังทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ ปกครอง ได้แก่ ทหารกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดปทุมธานี,
ศูนย์ป้องปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตร., ตำรวจท่องเที่ยว, ตำรวจปราบปราม ยาเสพติด, ตำรวจสันติบาล, ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง, กองพิสูจน์หลักฐาน, ตำรวจภูธรภาค 1, ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี, สมุทรปราการ, นนทบุรี, พระนครศรีอยุธยา, หน่วยอรินทราช 26 บช.น., หน่วยสยบไพรี บช.ปส., ฝ่ายปกครองจังหวัดปทุมธานี
ผลการปฏิบัติได้ทำการตรวจค้นอาคารที่พักของบุคคลต่างด้าวภายในพื้นที่ตลาดสี่มุมเมือง ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จำนวน 9 เป้าหมาย ตรวจคนต่างด้าวกว่า 1,000 ราย พบการกระทำความผิด จำนวน 170 คน มีรายละเอียดดังนี้
1.ผู้ต้องหาหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต สัญชาติ เมียนมาร์, กัมพูชา จำนวน 45 คน
- สัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 17 คน
- สัญชาติกัมพูชา จำนวน 28 คน
2.ผู้ต้องหาอยู่เกินกำหนดระยะอนุญาต (Overstay) จำนวน 7 คน
- สัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 5 คน
- สัญชาติกัมพูชา จำนวน 1 คน
- สัญชาติลาว จำนวน 1 คน
3.ผู้ต้องหาไม่แสดงที่พัก (ม.37 ) จำนวนกว่า 105 คน
- สัญชาติเมียนมาร์ จำนวน 74 คน
- สัญชาติกัมพูชา จำนวน 31 คน
ผู้ต้องหาไม่แสดงที่พัก (ม.38 ) จำนวนกว่า 3 คน
4.ผู้ต้องหาให้ที่พักพิง จำนวน 2 คน
5.ผู้ต้องหาไม่รายงานตัวภายในกำหนด 90 วัน จำนวน 5 คน
6.ผู้ต้องหาไม่พบหนังสือเดินทาง จำนวน 3 คน
7.ของกลางอุปกรณ์เสพยาเสพติด จำนวน 1 ชุด
8.ของกลางอาวุธมีด จำนวน 4 เล่ม
9.ของกลางสนับมือ จำนวน 1 อัน
ภารกิจกวาดล้างอาชญากรรมและตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ภายใต้ปฏิบัติการ Operation X-Ray Out Law ในครั้งนี้ ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นการป้องกันปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวและกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติที่เข้ามาหรือพักอาศัยอยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย หรือเข้ามาก่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ รวมไปถึงบุคคลที่มีพฤติกรรมเป็นภัยต่อประชาชนคนไทยหรือประเทศชาติ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคนไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงเป็นการสนองต่อนโยบายของรัฐบาล โดยให้ทุกหน่วยงานเพื่อความเข้มในการตรวจอนุญาตให้บุคคลและพาหนะในการผ่าน เข้า-ออก ราชอาณาจักร และกำชับให้ทุกหน่วยออกสืบสวนหาข่าวบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ พร้อมทั้งระดมกวาดล้างอาชญากรรม และจับบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรเกินกำหนดอนุญาต
//ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
สตม.จัดพิธีอุปสมบทหมู่และปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ณ ดินแดนพุทธภูมิ
เมื่อวันที่ 5 พ.ย.61 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการ สำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง เป็นประธานในพิธีปลงผมและมอบผ้าไตร โครงการ “อุปสมบทหมู่และ ปฏิบัติธรรม ๙๑ ปี ตม.ไทย”
ณ ห้องประชุมสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม จัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมืองขึ้น และเป็นการเฉลิมฉลองปีมหามงคล ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระชนมายุครบ 66 พรรษา โดยมีเพื่อนข้าราชการตำรวจ ญาติและบุคคลใกล้ชิด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดทำโครงการอุปสมบทหมู่และปฏิบัติธรรมฯ เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๕ เป็นต้นมา ซึ่งในปีนี้ มีข้าราชการตำรวจในสังกัดสมัครใจเข้าร่วมจำนวน 70 นาย และบุคคลภายนอกที่สนใจ รวมจำนวนทั้งสิ้น 120 คน กำหนดระยะเวลาในการเข้าร่วมโครงการฯทั้งสิ้น ๑๕ วัน ในช่วงระหว่างวันที่ 7 – 21 พ.ย.๖๑ จัดให้มีการประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ และปฏิบัติธรรมใน ๔ สังเวชนียสถาน อันเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
เมื่อวันที่ 5 พ.ย.61 เวลา 14.00 น. พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รักษาราชการแทน ผู้บัญชาการ สำนักงาน ตรวจคนเข้าเมือง เป็นประธานในพิธีปลงผมและมอบผ้าไตร โครงการ “อุปสมบทหมู่และ ปฏิบัติธรรม ๙๑ ปี ตม.ไทย”
ณ ห้องประชุมสโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ที่ได้ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม จัดตั้งกรมตรวจคนเข้าเมืองขึ้น และเป็นการเฉลิมฉลองปีมหามงคล ที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระชนมายุครบ 66 พรรษา โดยมีเพื่อนข้าราชการตำรวจ ญาติและบุคคลใกล้ชิด ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้จัดทำโครงการอุปสมบทหมู่และปฏิบัติธรรมฯ เป็นประจำทุกปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๕๕ เป็นต้นมา ซึ่งในปีนี้ มีข้าราชการตำรวจในสังกัดสมัครใจเข้าร่วมจำนวน 70 นาย และบุคคลภายนอกที่สนใจ รวมจำนวนทั้งสิ้น 120 คน กำหนดระยะเวลาในการเข้าร่วมโครงการฯทั้งสิ้น ๑๕ วัน ในช่วงระหว่างวันที่ 7 – 21 พ.ย.๖๑ จัดให้มีการประกอบพิธีบรรพชาอุปสมบท ณ วัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย โดยมีท่านเจ้าคุณพระธรรมโพธิวงศ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย – เนปาล เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ และปฏิบัติธรรมใน ๔ สังเวชนียสถาน อันเป็นสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
พรรคพลังท้องถิ่นไท เปิดตัวกรรมการบริหารพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง
วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561
จากการประชุมใหญ่พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในวันที่ 2 และ 3 พฤจิกายน 2561 ได้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค
และตำแหน่งที่สำคัญของพรรคเรียบร้อยแล้วโดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยพรรคพลังท้องถิ่นไท สามารถโหวตกรรมการพักจำนวนมากถึง 29 คน
และบันทึกบนระบบบล็อกเชนสำเร็จ เป็นพรรคแรกของประเทศไทย ซึ่งแนวทางของพรรคเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลที่แท้จริง โดยมีตำแหน่งสำคัญดังนี้
นายชัชวาลล์ คงอุดม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายชื่นชอบ คงอุดม ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท และนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท ทั้งนี้พรรคยังคงมุ่งเน้นที่จะทำให้ประชาชนทุกคนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประเทศเจริญอย่างเท่าเทียมกัน และสามารถพัฒนาเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยพักเน้นการ กระจายโอกาสเพิ่มอำนาจประชาชน เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน พร้อมเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังท้องถิ่นไท
ภาพ//ข้อมูลข่าว
ทีมข่าว นสพ.เจาะเลนส์
วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2561
จากการประชุมใหญ่พรรคพลังท้องถิ่นไทย ในวันที่ 2 และ 3 พฤจิกายน 2561 ได้มีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค หัวหน้าพรรค
และตำแหน่งที่สำคัญของพรรคเรียบร้อยแล้วโดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยพรรคพลังท้องถิ่นไท สามารถโหวตกรรมการพักจำนวนมากถึง 29 คน
และบันทึกบนระบบบล็อกเชนสำเร็จ เป็นพรรคแรกของประเทศไทย ซึ่งแนวทางของพรรคเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเดินหน้าประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลที่แท้จริง โดยมีตำแหน่งสำคัญดังนี้
นายชัชวาลล์ คงอุดม ดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ดำรงตำแหน่ง รองหัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไท นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการพรรคพลังท้องถิ่นไท นายชื่นชอบ คงอุดม ดำรงตำแหน่งโฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท และนายรัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท ทั้งนี้พรรคยังคงมุ่งเน้นที่จะทำให้ประชาชนทุกคนในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ทั้งด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้ประเทศเจริญอย่างเท่าเทียมกัน และสามารถพัฒนาเทียบเท่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยพักเน้นการ กระจายโอกาสเพิ่มอำนาจประชาชน เป็นหัวใจในการขับเคลื่อน พร้อมเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่ได้เข้ามาร่วมงานกับพรรคพลังท้องถิ่นไท
ภาพ//ข้อมูลข่าว
ทีมข่าว นสพ.เจาะเลนส์
วันศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
“ จับกุมกลุ่มผู้ต้องหาคดี Romance Scam และ Call center ”
ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จริงจังในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดในการปฏิบัติการติดตามจับกุมโดยคนร้ายมีแผนประทุษกรรมที่ซับซ้อน การกระทำผิดมีการแบ่งหน้าที่กันทำ เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ โดยทางศูนย์ ศปอส.ตร. ได้ประสานการปฏิบัติกับประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบาย One World One Team โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในหลายประเทศที่ผ่านมา
การปฏิบัติการภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม. , พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รรท.รองผบช.สตม. , พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3 , พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รรท.ผบก.จร. ได้มอบหมายให้เร่งรัดการจับกุมผู้ต้องหาที่ได้ทำการหลบหนีการจับกุม และกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวถูกออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งเป็นความผิดในคดี Romance Scam รวมจำนวน 40 ราย และ ผู้ต้องหาในคดี Call center รวมจำนวน 35 ราย โดยมีเป้าหมายการจับกุมผู้ต้องหา ครบ 100 เปอร์เซ็นต์
โดยสรุปผลการปฏิบัติได้ดังนี้
- สามารถจับกุมผู้ต้องหา ตามหมายจับ คดี Romance Scam ได้จำนวน 28 ราย (อายัด 2 ราย)
โดยมี ผู้ต้องหา เป็นชาวต่างชาติ 2 ราย คนไทย 24 ราย
- สามารถจับกุมผู้ต้องหา ตามหมายจับ คดี Call Center ได้จำนวน 13 ราย
โดยผู้ต้องหาเป็นชาวไทยทั้งหมด
รวมจับกุมทั้งหมด 41 หมายจับ
และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ศปอส.ตร. ยังคงดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่หลบหนีทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ต่อไป
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
รวบเกาหลีติด Blacklist หลบหนีเข้าไทย
ตามนโยบายของรัฐบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกวดขันจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศโดยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคงส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย เช่น กลุ่มเครือข่ายหลอกลวงแต่งงาน (Romance Scam) กลุ่มเครือข่ายผลิตและปลอมบัตรเครดิต (Skimming) กลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มกระทำผิดอาชญากรรมต่างๆ และยาเสพติด รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ในประเทศโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาวิธีการกระทำความผิดให้มีความซับซ้อน และหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้สนองนโยบายรัฐบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤตธาพล ยี่สาคร รรท.รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ รรท.ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.๓, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รรท.ผบก.จร., พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองออกระดมกวาดล้างอาชญากรรม
เนื่องด้วยสำนักงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลีแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลมีประวัติต้องโทษทางคดีอาญา
ว่า MR. BONG KEUN CHOI (นาย บอง คึน ชอย) เกิดวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๑๖ ถือหนังสือเดินทางหมายเลข M๙๐๙๗๑๖๕๕ และ M๒๑๘๒๓๖๗๕ มีประวัติต้องโทษคดีอาญาจำนวน ๔ คดี ดังต่อไปนี้
๑. Employment Security Actโทษจำคุก ๘ เดือน
๒. Foreigner Exchange Transactionโทษจำคุก ๑๒ เดือน
๓. Electronic Financial Transactionปรับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ วอน
๔. Foreigner Exchange Transactionโทษจำคุก ๘ เดือน
โดย กก.๓ บก.สส.สตม อนุมัติให้บันทึกรายชื่อบุคคลต่างด้าว เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม เข้า
ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๒ อนุ ๖ ,๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒
ต่อมา เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้จับกุมตัว MR.CHOI BONG KEUN
(นาย ชอย บอง คึน) อายุ ๔๕ ปี สัญชาติ เกาหลีใต้ หมายเลขหนังสือเดินทาง M๒๑๘๒๓๖๗๕ ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาติ” จากการตรวจสอบพบว่ามีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยกว่า ๒๘ ครั้ง โดยข้อมูลระบุว่าเดินทางออกไปจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙ และไม่ปรากฏข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศไทยอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงได้ทำบันทึกจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
ตามนโยบายของรัฐบาล ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติกวดขันจับกุมกลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศโดยแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยว เพื่อเข้ามาก่ออาชญากรรมข้ามชาติและอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคงส่งผลต่อภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศไทย เช่น กลุ่มเครือข่ายหลอกลวงแต่งงาน (Romance Scam) กลุ่มเครือข่ายผลิตและปลอมบัตรเครดิต (Skimming) กลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มกระทำผิดอาชญากรรมต่างๆ และยาเสพติด รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ในประเทศโดยการอนุญาตสิ้นสุดลง ซึ่งในปัจจุบันได้พัฒนาวิธีการกระทำความผิดให้มีความซับซ้อน และหลบเลี่ยงการตรวจจับของเจ้าหน้าที่รัฐ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้สนองนโยบายรัฐบาล สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว
โดย พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธีรพล คุปตานนท์ รรท.ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤตธาพล ยี่สาคร รรท.รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.วรพงษ์ ทองไพบูลย์ รรท.ผบก.ทท.1, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.๓, พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รรท.ผบก.จร., พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว และเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองออกระดมกวาดล้างอาชญากรรม
เนื่องด้วยสำนักงานตำรวจสากลสาธารณรัฐเกาหลีแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลมีประวัติต้องโทษทางคดีอาญา
ว่า MR. BONG KEUN CHOI (นาย บอง คึน ชอย) เกิดวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๑๖ ถือหนังสือเดินทางหมายเลข M๙๐๙๗๑๖๕๕ และ M๒๑๘๒๓๖๗๕ มีประวัติต้องโทษคดีอาญาจำนวน ๔ คดี ดังต่อไปนี้
๑. Employment Security Actโทษจำคุก ๘ เดือน
๒. Foreigner Exchange Transactionโทษจำคุก ๑๒ เดือน
๓. Electronic Financial Transactionปรับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ วอน
๔. Foreigner Exchange Transactionโทษจำคุก ๘ เดือน
โดย กก.๓ บก.สส.สตม อนุมัติให้บันทึกรายชื่อบุคคลต่างด้าว เนื่องจากมีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม เข้า
ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๒ อนุ ๖ ,๗ แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.๒๕๒๒
ต่อมา เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ได้จับกุมตัว MR.CHOI BONG KEUN
(นาย ชอย บอง คึน) อายุ ๔๕ ปี สัญชาติ เกาหลีใต้ หมายเลขหนังสือเดินทาง M๒๑๘๒๓๖๗๕ ในความผิดฐาน “เป็นคนต่างด้าวเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาติ” จากการตรวจสอบพบว่ามีการเดินทางเข้าออกประเทศไทยกว่า ๒๘ ครั้ง โดยข้อมูลระบุว่าเดินทางออกไปจากประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๙ และไม่ปรากฏข้อมูลการเดินทางเข้าประเทศไทยอีก เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวจึงได้ทำบันทึกจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม.เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
รายงานผลปฏิบัติการทลายเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงข้ามชาติ
ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จริงจังในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดในการปฏิบัติการติดตามจับกุมโดยคนร้ายมีแผนประทุษกรรมที่ซับซ้อน การกระทำผิดมีการแบ่งหน้าที่กันทำ เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ โดยทางศูนย์ ศปอส.ตร. ได้ประสานการปฏิบัติกับประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบาย One World One Team โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในหลายประเทศที่ผ่านมา
ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการประจำศูนย์ ศปอส.ตร. สืบสวนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อตั้งเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงประชาชนชาวจีน ไต้หวันและมาเลเซีย โดยจะเข้ามาทางด้านชายแดนไทย – มาเลเซีย ทางด่านนอก ต.สำนักขาม อ.สะเดา จว.สงขลา โดยมีชายชาวมาเลเซียชื่อ “นายอาคุน” เป็นหัวหน้าขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์
กลุ่มนี้จะมีวิธีการ รูปแบบในการหลอกลวงประชาชนคือจะเปิดเว็บไซต์หรือเปิดโปรแกรมเฟสบุ๊คและโฆษณาเพื่อชักชวนเหยื่อให้ร่วมทำบุญ จัดสร้างพระ สร้างวัด จัดงานทำบุญต่างๆหรือบางครั้งจะหลอกให้เหยื่อทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาหรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะโอนเงินไปให้โดยโอนผ่านเข้าบัญชีธนาคารที่กลุ่มขบวนการจัดเตรียมไว้ เมื่อเหยื่อโอนเงินเข้าตามจำนวนที่ทางขบวนการต้องการแล้ว หลังจากนั้นแก๊งดังกล่าวจะปิดเว็บไซต์และปิดการติดต่อสื่อสารกับเหยื่อทุกช่องทางแล้วหลบหนีไป จึงได้ประสานการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศมาเลเซีย ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา ตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจภูธรสะเดา และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้
เป็นการปฏิบัติการภายใต้การอำนวยการ ของภายใต้การอำนวยการของ
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม.,พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญะวงศ์ รรท.รอง ผบช.สตม. , พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รรท.ผบก.จร.,พ.ต.อ.ชูธเรศ ยิงยงดำรงสกุล ผกก.ตรวจคยเข้าเมืองจังหวัดสงขลา,พ.ต.อ.สวัสดิ ศรีแสนยง ผกก.สภ.สะเดา,พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ ผกก.3 บก.ทท.๓ และ จนท.ชุดปฎิบัติการ ศปอส.ตร.ชุดที่ 5,๖,๗,๘,๙ นำโดย พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง/หน.ชุดปฎิบัติการที่ ๘
สรุปผลการปฏิบัติได้ดังนี้
1. ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย จำนวน 5 จุด สรุปรวมได้ดังนี้
2. ควบคุมบุคคลได้ จำนวน 15 คน
- คนไทย (หญิง) 5 คน
- คนมาเลเซีย (ชาย) 10 คน
3. ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 51 เครื่อง
4. คอมพิวเตอร์โน้ตบุค จำนวน 7 เครื่อง
5. บัญชีธนาคาร จำนวน 8 เล่ม
6. บัตร ATM /บัตรเครดิต จำนวน 56 ใบ
7. ตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 4 คัน
8. ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ จำนวน 4 คัน
9. เงินไทย จำนวน 41,500 บาท
10. เงินมาเลเซีย จำนวน 31,043 ริงกิต
ในส่วนของผู้ที่ถูกควบคุมตัวที่เป็นคนต่างชาติได้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลาเพื่อดำเนินเพิกถอนการพักอาศัยในประเทศไทย และประสานส่งตัวดำเนินคดีในประเทศมาเลเซีย พร้อมส่งมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่ตรวจยึดได้ โดยในส่วนผู้ถูกควบคุมที่เป็นคนไทยอยู่ระหว่างทำการซักถามขยายผลเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ใดมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในกระทำความผิดหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จริงจังในการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้แต่งตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเพื่อเร่งรัดในการปฏิบัติการติดตามจับกุมโดยคนร้ายมีแผนประทุษกรรมที่ซับซ้อน การกระทำผิดมีการแบ่งหน้าที่กันทำ เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ โดยทางศูนย์ ศปอส.ตร. ได้ประสานการปฏิบัติกับประเทศต่างๆที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบาย One World One Team โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในหลายประเทศที่ผ่านมา
ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ชุดปฎิบัติการประจำศูนย์ ศปอส.ตร. สืบสวนทราบว่ามีกลุ่มบุคคลชาวมาเลเซียเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเพื่อตั้งเป็นศูนย์คอลเซ็นเตอร์ใช้ในการหลอกลวงประชาชนชาวจีน ไต้หวันและมาเลเซีย โดยจะเข้ามาทางด้านชายแดนไทย – มาเลเซีย ทางด่านนอก ต.สำนักขาม อ.สะเดา จว.สงขลา โดยมีชายชาวมาเลเซียชื่อ “นายอาคุน” เป็นหัวหน้าขบวนการ แก๊งคอลเซ็นเตอร์
กลุ่มนี้จะมีวิธีการ รูปแบบในการหลอกลวงประชาชนคือจะเปิดเว็บไซต์หรือเปิดโปรแกรมเฟสบุ๊คและโฆษณาเพื่อชักชวนเหยื่อให้ร่วมทำบุญ จัดสร้างพระ สร้างวัด จัดงานทำบุญต่างๆหรือบางครั้งจะหลอกให้เหยื่อทำบุญเพื่อเสริมดวงชะตาหรือเพื่อสะเดาะเคราะห์ เมื่อเหยื่อหลงเชื่อก็จะโอนเงินไปให้โดยโอนผ่านเข้าบัญชีธนาคารที่กลุ่มขบวนการจัดเตรียมไว้ เมื่อเหยื่อโอนเงินเข้าตามจำนวนที่ทางขบวนการต้องการแล้ว หลังจากนั้นแก๊งดังกล่าวจะปิดเว็บไซต์และปิดการติดต่อสื่อสารกับเหยื่อทุกช่องทางแล้วหลบหนีไป จึงได้ประสานการปฏิบัติกับเจ้าหน้าที่ตำรวจประเทศมาเลเซีย ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลา ตำรวจท่องเที่ยว สถานีตำรวจภูธรสะเดา และเจ้าหน้าที่ทหาร ร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้
เป็นการปฏิบัติการภายใต้การอำนวยการ ของภายใต้การอำนวยการของ
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.ผบช.สตม.,พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญะวงศ์ รรท.รอง ผบช.สตม. , พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รรท.ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม รรท.ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รรท.ผบก.จร.,พ.ต.อ.ชูธเรศ ยิงยงดำรงสกุล ผกก.ตรวจคยเข้าเมืองจังหวัดสงขลา,พ.ต.อ.สวัสดิ ศรีแสนยง ผกก.สภ.สะเดา,พ.ต.อ.สัญญา เนียมประดิษฐ์ ผกก.3 บก.ทท.๓ และ จนท.ชุดปฎิบัติการ ศปอส.ตร.ชุดที่ 5,๖,๗,๘,๙ นำโดย พ.ต.ท.เขมรินทร์ พิศมัย รอง ผกก.สส.สน.ห้วยขวาง/หน.ชุดปฎิบัติการที่ ๘
สรุปผลการปฏิบัติได้ดังนี้
1. ปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมาย จำนวน 5 จุด สรุปรวมได้ดังนี้
2. ควบคุมบุคคลได้ จำนวน 15 คน
- คนไทย (หญิง) 5 คน
- คนมาเลเซีย (ชาย) 10 คน
3. ตรวจยึดโทรศัพท์มือถือ จำนวน 51 เครื่อง
4. คอมพิวเตอร์โน้ตบุค จำนวน 7 เครื่อง
5. บัญชีธนาคาร จำนวน 8 เล่ม
6. บัตร ATM /บัตรเครดิต จำนวน 56 ใบ
7. ตรวจยึดรถยนต์ จำนวน 4 คัน
8. ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ จำนวน 4 คัน
9. เงินไทย จำนวน 41,500 บาท
10. เงินมาเลเซีย จำนวน 31,043 ริงกิต
ในส่วนของผู้ที่ถูกควบคุมตัวที่เป็นคนต่างชาติได้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสงขลาเพื่อดำเนินเพิกถอนการพักอาศัยในประเทศไทย และประสานส่งตัวดำเนินคดีในประเทศมาเลเซีย พร้อมส่งมอบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่ตรวจยึดได้ โดยในส่วนผู้ถูกควบคุมที่เป็นคนไทยอยู่ระหว่างทำการซักถามขยายผลเพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ใดมีส่วนร่วมหรือรู้เห็นในกระทำความผิดหรือไม่ หากพบว่าเกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป
ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก
พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)









































