วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม ๑ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน กรณีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างบ้านบนเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่ ​

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ถนนพระราม ๑ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
ตรวจสอบเรื่องร้องเรียน กรณีบุกรุกพื้นที่ป่า สร้างบ้านบนเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่
ตามนโยบายรัฐบาลและการปฏิบัติการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการปราบปรามอาชญากรรมที่ได้เกิดขึ้นหลายรูปแบบ มีการขยายตัวเป็นวงกว้างและสลับซับซ้อน มีการนำเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด รวมทั้งคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ
     ​พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการกระทำผิดทางอาญาที่เป็นนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) โดยมีพล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เป็น ผอ.ศูนย์ฯ มอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ได้ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดมาอย่างต่อเนื่อง
​ต่อมาได้มีผู้ร้องเรียนผ่านหน่วยงานของรัฐและสื่อสังคมออนไลน์ว่า ในพื้นที่ใกล้เคียงกิจการ หลุบพญารีสอร์ท มีการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองโดยผิดกฎหมาย และมีการบุกรุกพื้นที่ป่าบริเวณเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลวังด้ง อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และต่อมามีการโพสต์วีดีโอเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวลงในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ
​เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๖๑ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี, เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรลาดหญ้า และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเข้าไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ โดยอาศัยหมายค้นศาลจังหวัดกาญจนบุรีที่ ๑๐๕๐/๒๕๖๑ พบว่า มีการปลูกสร้างบ้านพักยกสูง(ยังไม่แล้วเสร็จ) จำนวน ๑ หลัง, ฐานสะพานสลิง และพื้นยกระดับ รวมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน ๓ รายการ คิดเป็นพื้นที่ความเสียหายจำนวน ๑-๒-๘๖ ไร่ ตั้งอยู่บนเกาะกลางแม่น้ำแควใหญ่ชื่อว่า “เกาะพญาไม้” ซึ่งมีระยะห่างจากฝั่งติดกับพื้นที่หลุบพญารีสอร์ทประมาณ ๓๐ เมตร อันเป็นความผิดฐาน “บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ” ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรลาดหญ้าให้สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว แต่ในส่วนสัตว์ป่าคุ้มครอง ไม่พบว่ามีการครอบครองแต่อย่างใด อีกทั้งยังพบว่า ในพื้นที่ของหลุบพญารีสอร์ทมีสิ่งปลูกสร้างหลายรายการล่วงล้ำเข้าไปยังแม่น้ำแควใหญ่ ซึ่งต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๕๖
​จากนั้นเมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๖๑ เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้, เจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่า, เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน, เจ้าหน้าฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ของหลุบพญารีสอร์ท อีก ๑ ครั้ง ตามหมายค้นศาลจังหวัดกาญจนบุรีที่ มค.๑๐๕๓/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๑ เพื่อตรวจสอบพื้นที่โดยรอบหลุบพญารีสอร์ท พบว่า มีการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง(กันน้ำเซาะ) และชานพักคอนกรีตเสริมเหล็กอีก 

- ๒ -
๒ หลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่ายืนยันว่า สิ่งปลูกสร้างดังกล่าวรุกล้ำแม่น้ำแควใหญ่จริง และได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องต่อไป
​เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี ได้ตรวจสอบพบว่า กิจการหลุบพญารีสอร์ท ไม่เคยยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม และได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องต่อไป
​ในส่วนเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ได้ร่วมกันตรวจสอบเอกสารสิทธิในการครอบครองที่ดิน พบว่า ตัวแทนกิจการหลุบพญารีสอร์ทได้นำหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) จำนวน ๖ ฉบับ มาแสดงต่อเจ้าพนักงาน แต่จากการรางวัดที่ดินประกอบกับการนำชี้แนวเขตของตัวแทนข้างต้น พบว่า กิจการหลุบพญารีสอร์ทมีการใช้พื้นที่เกินกว่าสิทธิที่ได้รับ ประมาณ ๑๒ ไร่ ซึ่งในส่วนดังกล่าวหากไม่มีเอกสารสิทธิอื่นมาแสดง ก็จะต้องถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐาน “บุกรุก ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าฯ” เช่นกัน และจะได้ดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องต่อไป
*******************************

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
​พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ มาตรา ๕๔ “ห้ามมิให้ผู้ใดก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือ กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือหรือครอบครองป่าเพื่อตนเองหรือผู้อื่น เว้นแต่จะกระทำภายในเขตที่ได้ จำแนกไว้เป็นประเภทเกษตรกรรมและรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา หรือโดยได้รับใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่” อัตราโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
​พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พ.ศ.๒๔๕๖ มาตรา ๑๑๗ “ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้างอาคารหรือสิ่งอื่นใดล่วงล้ำเข้าไปเหนือน้ำ ในน้ำ และใต้น้ำ ของแม่น้ำ ลำคลอง บึง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบอันเป็นทางสัญจรของประชาชนหรือที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือทะเลภายในน่านน้ำไทยหรือบนชายหาดของทะเลดังกล่าว เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า” อัตราโทษ ปรับโดยคำนวณตามพื้นที่ของอาคารหรือสิ่งอื่นใดในอัตราไม่น้อยกว่าตารางเมตรละห้าร้อยบาทแต่ไม่เกินตารางเมตรละหนึ่งหมื่นบาท
​พระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ.๒๕๔๗ มาตรา ๑๕ “ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบธุรกิจโรงแรม เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน การขอใบอนุญาตและการออกใบอนุญาต ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” อัตราโทษ จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่









วันเสาร์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2561

บิ๊กโจ๊ก สั่ง ตม.สนามบินรับมือปีใหม่ ยอดพุ่ง 1.5 แสน ฟื้นท่องเที่ยว

บิ๊กโจ๊ก สั่ง ตม.สนามบินรับมือปีใหม่ ยอดพุ่ง 1.5 แสน ฟื้นท่องเที่ยว

---------------------
บิ๊กโจ๊ก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.สั่ง ตม.สนามบิน เปิดแผนรับนักท่องเที่ยว แจก สคส.บิ๊กโจ๊ก ผู้การ ตม.2 จัดธีมนางฟ้าชุดไทย กล่อมดนตรีไทย ต่างชาติชื่นชม ยอดพุ่งวันแรก 1.5 แสน 
---------------------
พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2 ในฐานะโฆษก บก.ตม.2 เปิดเผยว่า พล.ต.ต.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ ผบก.ตม.2 ได้เปิดแผนปีใหม่ ตามสั่งการ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. โดยเริ่มการปฏิบัติตั้งแต่ 21 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา และจะปฏิบัติต่อเนื่องถึง 3 มกราคม 2562 ซึ่งเน้นการปฏิบัติสำคัญ โดยเฉพาะมาตรการเสริมกำลังพลให้เต็มทุกช่องตรวจในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น โดยห้ามเจ้าหน้าที่ขาดลา และบูรณาการกำลังจากทุกฝ่ายเข้าอำนวยความสะดวกในการตรวจผู้โดยสาร ซึ่งคาดว่า จะมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นกว่าช่วงปีใหม่ 2560 อันเนื่องจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการฟรีค่าธรรมเนียม Visa on Arrival และมาตรการอื่นๆ โดยพบว่า วันศุกร์ที่ 28 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงต้นเทศกาลปีใหม่ มียอดผู้โดยสารเดินทางเข้าออกทาง ด่าน ตม.สุวรรณภูมิ สูงถึง 157,000 คน เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปี 2560 มีตัวเลขที่ 145,000 คน โดยในช่วงเที่ยวบินหนาแน่น จะมีผู้โดยสารสะสมจำนวนมาก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ระดมสรรพกำลังเข้าประจำช่องตรวจเพื่อเร่งระบายอย่างเต็มที่ เพื่อคัดกรองตามมาตรการความมั่นคง ไม่ให้มีชาวต่างชาติฉวยโอกาสแฝงตัวเป็นนักท่องเที่ยวปะปนเข้าก่อเหตุในประเทศ ตามที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ฯ ได้เน้นย้ำไว้มาตลอด 



และที่เรียกเสียงฮือฮา จากนักท่องเที่ยว คือ การได้ร่วมถ่ายรูปกับ ทีมงาน ตม.7 นางฟ้า ซึ่งชำนาญภาษาต่างๆ แต่งกายชุดไทย คอยต้อนรับ มอบ ส.ค.ส.จาก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม.เป็นที่ระลึก พร้อมขนมไทยอร่อยๆ ให้ชิม ท่ามกลางเสียงดนตรีไทยบรรเลง สร้างบรรยากาศ ระหว่างรอรับการตรวจหนังสือเดินทาง เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ ตม.ไทย ในฐานะ ประตูหลักของประเทศ ที่พร้อมรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในนามคนไทยทุกคน และจะจัดต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นแผนปีใหม่

ในโอกาสนี้ ถือโอกาส ประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนที่จะเดินทางใช้บริการ โดยเฉพาะท่าอากาศยานดอนเมือง และสุวรรณภูมิ ต้องเผื่อเวลาอย่างน้อย 3 ชม. สำหรับการจราจรที่หนาแน่น และการ check-in ของสายการบิน รวมถึงการตรวจสัมภาระของฝ่ายรักษาความปลอดภัยการท่าฯ ตามมาตรฐานสากล ก่อนเข้าช่องตรวจหน้งสือเดินทาง และกรุณาเตรียมหนังสือเดินทางอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน บัตรที่นั่งต่างๆให้เรียบร้อย เพื่อความสะดวกในการเข้ากระบวนการผ่านแดนไม่ให้ล่าช้าต่อไป



ปฏิบัติการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” ครั้งที่ 23 ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4

ปฏิบัติการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” ครั้งที่ 23 ในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 4

ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอก ประวิตร   วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำหนดให้ปัญหาหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของพี่น้องประชาชน เป็นวาระแห่งชาติ จึงได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ 577/2561 ลงวันที่       3 ตุลาคม 2561 เพื่อดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลดังกล่าว โดยในวันนี้ (28 ธันวาคม 2561) ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจโทสุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พลตำรวจตรี กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รอง           ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ศปอส.ตร.ชุดที่ 5,6,7,8 และ 9 ได้ประสานการปฏิบัติกับ พลตำรวจโท สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4, พลตำรวจตรี พรหมณัฏฐเขต ฮามคำไพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และ
พลตำรวจตรี วรณัฎฐ์ ผันผ่อน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุดรธานี พร้อมด้วยหน่วยทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ดำเนินการภายใต้ยุทธการ “ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองน่าอยู่” ครั้งที่ 23 โดยได้ทำการปิดล้อมตรวจค้น และยึด/อายัดทรัพย์สินและหาพยานหลักฐานของกลุ่มนายทุนเงินกู้ ผู้ต้องหา ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และอุดรธานี รวม 15 เป้าหมาย 19 จุด โดยผลการปฏิบัติ สรุปได้ดังนี้

​1.จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 5 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” ประกอบด้วย
นายสุรศักดิ์ คชินทักษ์, นายสมบัติ  พูนศักดิ์ไพศาล, นางศิริประภา  เติมธนไพศาล,  นางประไพ   โขพิมพ์
และ นางปภาดา  ศรีสะอาด
​2.ยึด/อายัดทรัพย์สิน ผู้ต้องหา มูลค่า 129.3 ล้านบาท ประกอบด้วย
​​2.1 บ้านพร้อมที่ดิน ​ ​จำนวน ​​5 ​หลัง ​
2.2 อาคารพาณิชย์​​จำนวน ​​1 ​คูหา ​
2.3 รีสอร์ท​​​จำนวน ​​1 ​แห่ง ​
2.4 รถยนต์​​​จำนวน ​​2 ​คัน ​​​
2.5 รถจักรยานยนต์​​จำนวน ​​2 ​คัน ​​​
2.6 อาวุธปืน​​​จำนวน ​​2  ​กระบอก ​​
2.7 ทองคำ​​​หนัก ​​500 ​บาท ​​
และทรัพย์สินอื่นๆ อีกหลายรายการ​​
3. ตรวจยึดโฉนดที่ดิน จำนวน 217 ฉบับ มูลค่า 291.6 ล้านบาท
   และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกหลายรายการ​

รวมมูลค่าทั้งสิ้น 420.9 ล้านบาท




วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2561

"ผบก.ทท.1ฯ!!เป็นตัวแทน ผบช.ทท. มอบใบประกาศ , ทุนการศึกษา และเสื้ออาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว แก่กลุ่มนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมการทำความดีเพื่อสังคม !! ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 (รับผิดชอบพื้นที่ บก.น.4-6)

"ผบก.ทท.1ฯ!!เป็นตัวแทน ผบช.ทท. มอบใบประกาศ , ทุนการศึกษา และเสื้ออาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว แก่กลุ่มนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมการทำความดีเพื่อสังคม !!

ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1
(รับผิดชอบพื้นที่ บก.น.4-6)

วันที่ 28 ธ.ค.61 เวลา 07.00 น.
พ.ต.อ.ศารุติ แขวงโสภา รอง ผบก.ทท.1ฯ เป็นตัวแทน ผบช.ทท. มอบใบประกาศ , ทุนการศึกษา และเสื้ออาสาสมัครตำรวจท่องเที่ยว แก่กลุ่มนักเรียนโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและส่งเสริมการทำความดีเพื่อสังคม 
* กรณีเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.61 เวลา 19.00 น. กลุ่มนักเรียนดังกล่าวได้ให้การช่วยเหลือนักท่องเที่ยวชาวจีน ซึ่งมีอาการทางสมองพยามยามจะฆ่าตัวตาย ที่บริเวณสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน
* และเป็นตัวแทน บช.ทท. กล่าวอวยพรวันปีใหม่ แก่คณะอาจารย์และนักเรียน ร.ร.วัดสุทธิวราราม

โดยมี , พ.ต.ท.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล สว.ส.ทท.2 กก.1 บก.ทท.1 และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวให้การต้อนรับ!!

#ทีมงานประชาสัมพันธ์กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว!!







"กอ.รมน.กทม. เปิดปฎิบัติการฟ้าสาง นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายผู้ค้ายาเสพติด ย่านคลองสามวา !!

"กอ.รมน.กทม. เปิดปฎิบัติการฟ้าสาง นำกำลังปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายผู้ค้ายาเสพติด ย่านคลองสามวา !!

เมื่อ 26 ธ.ค. 61 เวลา 06.00 น. พล.ต.มนัส จันดี รอง ผอ.รมน.กทม. และ พ​.อ.ศรุติ รัตโนทัย รองหน.กลุ่มงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จัดชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด โดยสนธิกำลังจาก เจ้าหน้าที่ทหารกอ.รมน.กทม. , ทหาร ร้อย.รส. , ตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ร่วมกันปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายผู้ค้าผู้เสพยาเสพติด ในพื้นที่ ซ.หทัยราษฎร์44 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

สำหรับการปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้นเป้าหมายในครั้งนี้สืบเนื่องจาก กอ.รมน.กทม. ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ โดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด ทางกอ.รมน.กทม.จึงได้จัดชุดปฏิบัติการข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบ จนได้เบาะแสเรื่องการค้ายาเสพติดในพื้นที่ด้งกล่าว กอ.รมน.กทม. จึงดำเนินการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ ทำการปิดล้อมเป้าหมาย โดยปิดซอยหทัยราษฎร์44 และจัดชุดเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจค้นบ้านและบุคคลตามเป้าหมาย จำนวนหลายจุด ซึ่งก็สามารถทำการจับกุมผู้ค้าและผู้เสพยาเสพติด(ยาบ้า) ได้ภายในบ้านพักและทำการตรวจค้นบริเวณบ้านพัก พบต้นกระท่อมขนาดใหญ่อีกด้วย

สำหรับการปฏิบัติการ ตรวจค้นบ้านเป้าหมายในครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ค้ายาเสพติด ผู้เสพยาเสพติด พร้อมของกลางหลายรายการ ดังนี้

บ้านเลขที่ 130 ซ.หทัยราษฎร์44 ถ.หทัยราษฎร์ แขวงคลองสามวา เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ
(ผู้ต้องหา)
1. นายเรืองฤทธิ์ สาสะกุน ผู้ต้องหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง ,เสพยาเสพติด และมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต
2. น.ส.ศริณรา พิมพ์ตั่น ผู้ต้องหาเสพยาเสพติด
3. นายประสิทธิ์ สาวะกุน ผลิตและมียาเสพติดในครอบครอง
(ของกลาง)
1. ยาไอซ์ 0.05 กรัม
2. ยาบ้าสีส้ม 5 เม็ด
3. กัญชา 35.29 กรัม
4. เครื่องกระสุนปืน 2 นัด
5. พืชกระท่อม 1 ต้น
6. อุปกรณ์การเสพยาเสพติด
7. มีด จำนวนมาก
8. เงินสด
9. อื่นๆ
เจ้าหน้าที่ ได้แจ้งข้อกล่าวหา และทำการสอบสวนเพื่อขยายผลการจับกุมเครือข่ายต่อไป โดยตำรวจ สน.นิมิตรใหม่ ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปดำเนินคดีตามกฎหมาย!!













จับกุมแก๊งชาวจีนขอทานในไทย

จับกุมแก๊งชาวจีนขอทานในไทย


​ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการกวดขันจับกุมกลุ่มบุคคลต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในประเทศไทยในลักษณะขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติอาทิ เช่น กลุ่มเครือข่ายแก๊ง Call Center, กลุ่มเครือข่ายปลอมบัตรแปลงข้อมูลบัตรเครดิต (Skimming), เครือข่ายBlack Money, กลุ่มเครือข่ายแสร้งรักออนไลน์ (Romance Scam) ตลอดจนอาชญากรรมที่กระทบกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยเช่นกลุ่มชาวต่างชาติที่ตั้งตัวเป็นกลุ่มอิทธิพลในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้ล้วนแต่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยโดยแฝงตัวมาในคราบของนักท่องเที่ยว นั้น
​ทางศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มชาวต่างชาติมีพฤติกรรมขอทานตามแหล่งสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ จึงสั่งการให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ทำการสืบสวนสอบสวนจนทราบว่าเป็นกลุ่มแก๊งคนพิการชาวจีนได้มาเปิดห้องพักที่โรงแรมย่านสุทธิสาร จากนั้นช่วงเช้าจะแยกย้ายกันไปขอทานตามสถานที่ต่างๆ ช่วงเย็นจะกลับเข้ามายังโรงแรมที่พัก และจะมีคนหนึ่งนำเหรียญที่ได้จากการขอทานไปแลกตามร้านสะดวกซื้อ แล้วนำเงินมาแบ่งกันที่โรงแรม จนกระทั่งวันที่ 21 ธ.ค.2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ จำนวน 6 ราย คือ
​1.นางสาวลูไควเนียง (Miss LU KUAINENG) อายุ 27 ปี สัญชาติ จีน หนังสือเดินทางเลขที่ EE3306597
​2.นางสาวควินเจียงลิน (Miss QIN JIANGLIN) อายุ 21 ปี สัญชาติ จีน หนังสือเดินทางเลขที่ EA3156525
​3.นายหวังไลโบ (Mr.WANG LAIBO) อายุ 30 ปี สัญชาติ จีน หนังสือเดินทางเลขที่ EE4159288
​4.นายเหลาซิน (Mr.LUO XIN) อายุ 31 ปี สัญชาติ จีน หนังสือเดินทางเลขที่ EE0433287
​5.นายควินดาวยู (Mr.QIN DAOYU) อายุ 46 ปี สัญชาติ จีน หนังสือเดินทางเลขที่ ED5803210
​6.นายเรนฮีเฉิง (Mr.REN HECHENG) อายุ 29 ปี สัญชาติ จีน
​จับกุมได้บริเวณสะพานลอยหน้าห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต บริเวณสะพานลอยหน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า และบริเวณทางเท้าใกล้สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ พร้อมกระป๋อง และเงินสดจำนวนหนึ่ง จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ทำการขอทาน (ตาม มาตรา 13 พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน พ.ศ.2559)” และ “เป็นบุคคลต่างด้าวเข้าและอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด” นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



ด้วยมีความร่วมมือระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TACTICS), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักร (National Crime Agency – NCA), สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigations- FBI), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนเธอร์แลนด์ (KLPD)

ด้วยมีความร่วมมือระหว่าง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (TACTICS), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI),
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, สถาบันนิติวิทยาศาสตร์, หน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหราชอาณาจักร (National Crime Agency – NCA), สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigations- FBI), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนเธอร์แลนด์ (KLPD) 

 ได้มีการประชุมหารือและวางแนวทางการปฏิบัติการพร้อมกันทั่วประเทศ  โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างความตระหนักรับรู้ให้กับประชาชนชาวไทย  และนักท่องเที่ยวต่างชาติให้ได้รับทราบว่ากฎหมายคุ้มครองเด็ก  ในมิติของการป้องกันการเผยแพร่สื่อลามกเด็กได้บังคับใช้ตามประมวลกฎหมายอาญาแล้วมีโทษจำคุก หากผู้ใดมีไว้ในความครอบครองสื่อลามกเด็กจะมีความผิดและถูกดำเนินคดี
จากการปฏิบัติงานในการสืบสวนและวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน พบจุดที่มีหลักฐานบ่งชี้ว่า เป็นแหล่งสำคัญในการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กบนอินเตอร์เน็ตในประเทศไทยหลายจุด ซึ่งจากการกลั่นกรองและรวมรวมพยานหลักฐานสามารถกำหนดพื้นที่ในเบื้องต้นได้จำนวน 18 จุด กระจายตามภาคต่างๆ ของประเทศ โดยมีผู้ต้องสงสัยทั้งคนไทยและต่างชาติเกี่ยวข้อง อันเป็นความผิดฐานครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และบางจุดอาจมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ด้วย ดังนั้น จึงมีการสนธิกำลังกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อวางแผนในการตรวจค้น และในวันที่ 24 ธันวาคม 2561 ได้มีการยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอหมายค้นจุดดังกล่าวทั้งหมดและศาลได้อนุมัติทั้งหมดแล้ว ต่อมาในวันที่ 26 ธันวาคม 2561 หน่วยงานทั้งหมดร่วมสนธิกำลังได้แบ่งกำลังนำหมายศาลเข้าตรวจค้นพร้อมกันทั้ง 18 จุด ใน 12 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดพะเยา, จังหวัดสิงห์บุรี, 
จังหวัดกาญจนบุรี, จังหวัดนนทบุรี, จังหวัดกรุงเทพฯ, จังหวัดภูเก็ต, จังหวัดร้อยเอ็ด, จังหวัดสุรินทร์, จังหวัดนครราชสีมา, จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่างประเทศ เข้าร่วมสังเกตการณ์ปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย เช่น สำนักงานสอบสวนกลาง สหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigations - FBI) สำนักงานสืบสวนความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ สหรัฐอเมริกา(Homeland Security Investigations - HSI) และเจ้าหน้าที่ประสานงานตำรวจ 
สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ ประจำประเทศไทย (KLPD) เป็นต้น
​ผลการตรวจค้นพบพยานหลักฐาน 8 จุด  โดยตรวจยึดวัตถุพยานทางอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 25 ชิ้น เป็นหลักฐาน และมีการจับกุมผู้กระทำความผิด รวม 8 ราย พบไฟล์ภาพเป็นจำนวนมากกว่า 100 ไฟล์ ส่งพนักงานสอบสวนสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินคดีต่อไป