วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562

"กอ.รมน.จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ร่วมกับ"มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ"และหน่วยงานในจว.ลงพื้นที่ให้กำลังใจสมาชิก อส.ใจงาม ช่วยสร้างบ้านให้กับชาวบ้านผู้ยากไร้!!


 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลา 13.30 น. พ.อ.กรกานต์ นาเวชวนิชกุล รอง ผอ.รมน. จังหวัด ป.ข. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ส่วนประ สานงานกกล.รส.จว.ปข.พื้นที่ อ.เมือง มว. รส.ที่ 1 (อ.เมือง) ร้อยรส จว.ปข.(ศร ),นายธนู มณฑาทอง ปลัดอำเภอเมืองประจวบ คีรีขันธ์,ผู้แทน ธกส.ประจวบคีรีขันธ์,นายพิชิต สันติเมธีกุล อดีตรองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ลงพื้นที่เข้าตรวจเยี่ยมให้กำลังใจกับสมาชิกอาสารักษาดินแดนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ในการช่วยสร้างบ้านให้กับนายปราโมทย์ กล่อมเกลี้ยง อายุ 56 ปี ผู้ยากไร้ ในพื้นที่ ม.11 บ.หนองกระเพรา ต.เกาะหลัก อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์




 พร้อมกับได้มอบวัสดุอุปกรณ์ ในการสร้างบ้านดังกล่าวดังนี้. 1.) ปูนซีเมนต์,หลอดไฟซึ่งกอ.รมน.จังหวัด ป.ข.ร่วมกับ"มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ"โดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิฯ 2.) วงกบประตู ,หน้าต่าง โดย นายพิชิตฯ 3.) น้ำดื่ม โดย ธกส.สาขาประจวบคีรีขันธ์ ต่อจากนั้นได้มอบถุงยังชีพและน้ำดื่ม จาก"มูลนิธิพระราหู ใจถึงใจ" ให้กับนายปราโมทย์ ฯ เพื่อไว้ดำรงชีพในประจำวัน ซึ่งในปัจจุบันนายปราโมทย์ ฯได้อาศัยอยู่กับหลาน จำนวน 2 คน เนื่องจากภรรยาได้เสียชีวิตจากโรคประจำตัว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการร่วมมือร่วมใจกับหน่วยงานหลายฝ่าย เพื่อให้กำลังใจกับนายปราโมทย์ในการดำรงชีวิตต่อไป ซึ่งในปัจจุบัน ทางสมาชิกอาสารักษาดินแดนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้ดำเนินการช่วยสร้างบ้านให้กับนายปราโมทย์ ซึ่งมีความคืบหน้าไปแล้วประมาณ 50 %





#ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน.จว.ประจวบคีรีขันธ์!!
จับกุมผู้ต้องหาชาวเกาหลี ปลอมและใช้หนังสือเดินทางสัญชาติอื่น ลักลอบเข้ามาในประเทศไทยโดยผิดกฎหมาย 


ตามนโยบายรัฐบาลและการปฏิบัติการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจ เนื่องจากพรมแดนของประเทศมีการเปิดเสรีมากขึ้น และยังเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการเดินทางไปยังประเทศอื่นๆหลายประเทศ ส่งผลให้ในปัจจุบันมีคนร้ายหรืออาชญากรแฝงตัวมาในรูปแบบนักท่องเที่ยว และใช้ประเทศไทยเป็นที่กบดานหรือเป็นทางผ่าน ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นภัยต่อประเทศ


จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปชก.ตร. ) ขึ้นมาทำหน้าที่สืบสวนและปราบปรามอย่างจริงจัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สอาดพรรค ที่ปรึกษาพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และมอบหมายให้ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ ซึ่งได้ทำการสืบสวนปราบปรามจับกุมมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ต่อมา เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 13:00 น. เจ้าหน้าที่ ศปชก.ตร. ได้ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ ทำการสืบสวนจับกุม นายลี ดองกี ( MR.LEE DONGGI ) อายุ 47 ปี สัญชาติเกาหลี ถือหนังสือเดินทางประเทศเกาหลี เลขที่M20559959 พร้อมของกลาง ดังนี้


1. หนังสือเดินทางประเทศจีน ( ไต้หวัน ) เลขที่ 310937402 ชื่อ MR. NI YONG FENG อายุ 47 ปี สัญชาติไต้หวัน 2. หนังสือเดินทางประเทศเกาหลี เลขที่ M20559959 ชื่อ MR.LEE DONGGI อายุ 47 ปี สัญชาติเกาหลี พฤติการณ์จับกุม กล่าวคือ เจ้าหน้าที่ ศปชก.ตร. ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ ว่ามีชาวต่างชาติ คือ นายนิ ยอง เฟง ( MR.NI YONG FENG ) อายุ 47 ปี สัญชาติจีนไทเป ได้เดินทางเข้าราชอาณาจักรผ่านด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ เมื่อเจ้าหน้าที่ได้เข้าทำการตรวจสอบบุคคลดังกล่าว และได้ทำการสัมภาษณ์ ปรากฏว่า บุคคลดังกล่าวนั้นไม่สามารถสื่อสารภาษาจีนได้ เจ้าหน้าที่ ศปชก.ตร. จึงได้ทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางประเทศจีน ( ไต้หวัน ) เลขที่ 310937402 โดยใช้วิธีการตรวจพิสูจน์ทางเทคนิคในเชิงลึก พบข้อมูลผิดหรือมีลักษณะไม่ตรงหนังสือเดินทางประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ( ไต้หวัน ) ที่แท้จริงหลายประการ อีกทั้งยังได้ประสาน กรมสอบสวน กระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน ) ( The Ministry of Justice Investigation Bureau ( MJIB ) ) เพื่อทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางไต้หวัน ของ นายนี ยอง เฟง เลขที่ 310937402 ทราบว่า หนังสือเดินทางไต้หวันเลขที่ 310937402 ได้ออกโดยทางการสาธารณรัฐจีน ( ไต้หวัน ) จริง แต่มิได้ออกให้กับบุคคล ชื่อ นายนี ยอง เฟง แต่อย่างใด และเมื่อได้มีการตรวจค้นกระเป๋าสัมภาระของบุคคลดังกล่าว ปรากฏว่า พบหนังสือเดินทางสัญชาติเกาหลี เลขที่ M20559959 ชื่อ นายลี ดองกี ( MR.LEE DONGGI ) อายุ 47 ปี สัญชาติเกาหลี ซึ่งบุคคลดังกล่าวรับว่า หนังสือเดินทางสัญชาติเกาหลีดังกล่าวเป็นหนังสือเดินทางของตนจริง ส่วนหนังสือเดินทางประเทศจีน ( ไต้หวัน ) ที่ตนถือเพื่อแสดงตนนั้นเป็นหนังสือเดินทางปลอม ซึ่งตนในการเดินทางเข้า – ออก ราชอาณาจักร และจากกรณีข้างต้น เจ้าหน้าที่ ศปชก.ตร. ได้รับการประสานข้อมูลประวัติอาชญากรจากตำรวจสากลประเทศเกาหลี ( Interpol Seoul ) ทราบว่า นายลี ดองกี ( MR.LEE DONGGI ) บุคคลดังกล่าวนั้น ยังเคยเป็นผู้กระทำความผิดในการเป็นธุระจัดหาหญิงบริการทางเพศอีกด้วย การกระทำดังกล่าว ของ นายลี ดองกี ( MR.LEE DONGGI ) เป็นความผิดฐาน “ ปลอมและใช้หรือมีไว้ซึ่งหนังสือเดินทางของปลอมในการเดินทางระหว่างประเทศ ” เจ้าหน้าที่ ศปชก.ตร. และ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ด่าน ตม.ทอ.กรุงเทพ จึงได้ร่วมกันทำการจับกุม นายลี ดองกี พร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน บก.สส.สตม. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ศปชก.ตร. จะได้สืบสวนขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีดังกล่าวหากพบการกระทำความผิดก็จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป และขอนำเรียนประชาชนว่าหากพบการกระทำผิดในลักษณะเช่นนี้สามารถแจ้งข้อมูลมาที่สายด่วน ศปอส.ตร. 1155 , สายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง 1178 และสายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
จับกุมบริษัททัวร์หลอกขายทัวร์ต่างประเทศ 


ตามนโยบายของรัฐบาลให้หน่วยงานราชการร่วมบูรณาการกำลังในการปราบปรามกลุ่มบริษัทนำเที่ยวผิดกฎหมายหรือกลุ่มบริษัทนำเที่ยวที่มีพฤติการณ์ในการหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว ทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของไทยเสียหาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลอย่างเคร่งครัดและเพื่อให้มีผลการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมนั้น กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ที่มีพฤติการณ์ในการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยว



ด้วยศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ศปอส.ตร.) และตำรวจท่องเที่ยวได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยว่าได้ซื้อโปรแกรมทัวร์เพื่อท่องเที่ยวประเทศโครเอเชีย รัสเซีย ญี่ปุ่น กับบริษัท ฟรายเวิร์ด แทรเวล จำกัด โดยนายพชร เรือนแก้ว กรรมการผู้จัดการ ต่อมาเมื่อถึงกำหนดการเดินทาง นายพชรฯ ได้ขอเลื่อนโปรแกรมทัวร์แต่เมื่อถึงกำหนดเวลาการเดินทางตามที่นายพชรฯ ขอเลื่อนแล้ว ก็ไม่สามารถเดินทางได้อีกหรือบางรายถูกแจ้งยกเลิกการเดินทางและไม่คืนเงินให้ ตรวจสอบไม่พบว่านายพชรฯ มีการจองโรงแรมหรือสายการบินตามโปรแกรมทัวร์ที่ตกลงไว้ จึงเชื่อว่านายพชรฯ มีเจตนาไม่จัดโปรแกรมทัวร์ตามที่ตกลง กลุ่มผู้เสียหายจึงได้มาร้องเรียนยังศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ศปอส.ตร.) และตำรวจท่องเที่ยว เพื่อแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าว พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผอ.ศปอส.ตร. ,พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(ศปอส.ตร.) และตำรวจท่องเที่ยว สืบสวนกรณีดังกล่าวทราบว่าบริษัท ฟรายเวิร์ด แทรเวล จำกัด โดยนายพชร เรือนแก้ว กรรมการผู้จัดการ มีใบอนุญาติประกอบธุรกิจนำเที่ยวขายโปรแกรมทัวร์ต่างประเทศให้กับประชาชนทั่วไป ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่มีอายุมาก เป็นคนรู้จักกับครอบครัวของนายพชรฯ และเคยซื้อโปรแกรมทัวร์ไปต่างประเทศกับนายพชรฯ มาก่อน จึงเกิดความเกิดความน่าเชื่อถือซื้อโปรแกรมทัวร์จำนวนมาก แต่เมื่อใกล้ถึงกำหนดวันเดินทางถูกแจ้งเลื่อนหรือยกเลิกโปรแกรมทัวร์ และบ่ายเบี่ยงปฏิเสธการคืนเงินเช่นเดียวกันมากกว่า 70 คน มูลค่าความเสียหายมากกว่า 3 ล้านบาท



พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับนายพชรฯ ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชันในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน” ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2562 ชุดปฏิบัติการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้ติดตามจับกุมตัวนายพชรฯ นำส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลบางยี่ขันเพื่อดำเนินคดีต่อไป กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ความผิดฐาน "ฉ้อโกง" ระวางโทษ "จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

 ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
ปฏิบัติการ “ระดมกวาดล้างหมายจับผู้ต้องหาคดี Romance Scam และ Call center ” ระหว่างวันที่ 18 – 22 มีนาคม 2562 


ตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้การบริหารประเทศของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดยุทธศาสตร์และมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ และได้เร่งรัดให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จึงได้มีคำสั่งให้จัดตั้งศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) โดยได้รวบรวมเจ้าหน้าที่ที่มีความสามารถมาปฏิบัติหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการ เพื่อเร่งรัดในการติดตามจับกุมคนร้ายซึ่งมีแผนประทุษกรรมที่ซับซ้อน การกระทำผิดมีการแบ่งหน้าที่กันทำและเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ซึ่ง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) ได้ประสานการปฏิบัติกับประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้นโยบาย One World One Team



โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในหลายประเทศ ตลอดจนเฝ้าระวังและปราบปรามอย่างจริงจัง ต่อเนื่องภายใต้นโยบาย หมายจับคดี Romance Scam และ Call Center เป็น ศูนย์พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร., พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม., พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. จึงได้มอบหมายให้ ชุดปฏิบัติการของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( ศปอส.ตร.) เร่งรัดการจับกุมผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับไว้แล้ว โดยในห้วงเวลาระหว่างวันที่ 18 – 22 มีนาคม 2562 ซึ่งเป็นความผิดในคดี ผู้ต้องหาในคดี Call Center รวมจำนวน 46 ราย และ Romance Scam รวมจำนวน 59 ราย โดยมีเป้าหมายการจับกุมผู้ต้องหา ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ โดยมีผลการปฏิบัติได้ดังนี้ - จับกุมผู้ต้องหา ตามหมายจับ คดี CALL CENTER จำนวน 2 ราย 2 หมายจับ - จับกุมผู้ต้องหา ตามหมายจับ คดี Romance Scam จำนวน 5 ราย 5 หมายจับ โดยผู้ต้องหาเป็นชาวไทยทั้งหมด รวมดำเนินการทั้งสิ้น ทั้งหมด 7 หมายจับ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ยังคงดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหาตามหมายจับ ที่ยังหลบหนีทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ต่อไป



ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.
“ มาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนคดีโรแมนซ์สแกม ครั้งที่ 13 ” 


ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติปราบปรามอาชญากรรมที่มีการนำเทคโนโลยีและการสื่อสารต่างๆ เข้ามาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิด รวมทั้งมีแนวโน้มที่บุคคลต่างชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำผิดมากขึ้น และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีคำสั่ง ตร.ที่ 577/2561 ลงวันที่ 3 ต.ค.61 จัดตั้ง“ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.)” โดยมอบหมายให้ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1/รอง ผอ.ศปอส.ตร., พล.ต.ท.ธีรพล คุปตานนท์ ผบช.ทท./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม./รอง ผอ.ศปอส.ตร. ควบคุม กำกับชุดปฏิบัติการประจำศูนย์ฯ จากการปฏิบัติงานของสายด่วน 1710 ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และสายด่วน 1155 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับธนาคารกรุงเทพ ได้ช่วยเหลือผู้เสียหายจากการถูกหลอกลวงของแก๊งโรแมนซ์สแกม สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงและโอนไปยังบัญชีของกลุ่มคนร้ายแล้วระงับไม่ให้สามารถถอนเงินออกไป และได้นำเงินคืนให้กับผู้เสียหาย จำนวนทั้งสิ้น 2 ราย รวมเป็นเงินจำนวน 129,600 บาท ได้แก่ มาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน (คดีแก๊งโรแมนซ์สแกม) ครั้งที่ 13 1. ผู้เสียหายในคดีของ สภ.เมืองลพบุรี ถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน จำนวน 423,000 บาท ในคดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้จำนวน 36,000 บาท 2. ผู้เสียหายในคดีของ สภ.เมืองสุโขทัย ถูกหลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีของคนร้ายรวมเป็นเงิน จำนวน 132,700 บาท ในคดีนี้เจ้าหน้าที่สามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้จำนวน 93,600 บาท สรุปจากการผลการปฏิบัติงานในการอายัดเงินของผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงจากแก๊งโรแมนซ์สแกม หลอกลวงไปยังบัญชีคนร้าย สามารถอายัดเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายได้ จำนวน 23 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 4,574,987.99 บาท


จากสถิติการรับแจ้งเหตุคดีโรแมนซ์สแกมของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ศปอส.ตร.) รับแจ้งเหตุตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.61 ถึงวันที่ 26 มี.ค.62 จำนวน 296 คดี มูลค่าความเสียหาย 157,926,842 บาท



กรณียังมีผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวง แต่ยังไม่ได้ไปร้องทุกข์ จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรีบแจ้งมาที่ ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 สายด่วน 1155 หมายเลขโทรศัพท์ 0 2251 9793 หมายเลขโทรสาร 0 2252 7881 ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สายด่วน 1710 ตั้งอยู่ที่ ชั้น 1 เลขที่ 422 ถนน พญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 “ในกรณีที่รู้ตัวว่าถูกหลอกลวง ขอให้แจ้งสายด่วน 1155 และ 1710 โดยเร็วที่สุด”

ขอขอบคุณ ภาพ/ ข่าว จาก พ.ต.ต.หญิงพัชรี ศรีเผือก สว.ฝอ.5 บก.อก.สตม.

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

“รวบสาวแสบ โชว์โฉนดปลอม หลอกชาวบ้านให้ลงทุนซื้อที่ดิน สูญเงิน 31 ล้าน หนีคดีกว่า 4 ปี”

   “รวบสาวแสบ โชว์โฉนดปลอม หลอกชาวบ้านให้ลงทุนซื้อที่ดิน สูญเงิน 31 ล้าน หนีคดีกว่า 4 ปี”

           ตามนโยบายรัฐบาลนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรร รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทำการปราบปรามอาชญากรรมที่ได้เกิดขึ้นหลายรูปแบบ มีการขยายตัวเป็นวงกว้างและมีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนต่อพี่น้องประชาชนเป็นวงกว้างและเป็นจำนวนมาก เป็นปัญหาที่ทางรัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2562 ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปอส.ตร.) ได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายจำนวน 19 รายว่าได้ถูกผู้ต้องหานำโฉนดปลอมมาหลอกให้ชาวบ้านร่วมลงทุนซื้อที่ดิน ในพื้นที่ ตำบลนางแล ,ตำบลแม่กรณ์ ,ตำบลบ้านดู่ ,ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ,ตำบลเวียง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และตำบลสันทราย อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงใหม่  รวมหลอกให้ลงทุนซื้อที่ดินกว่า แปลง 30 แปลง โดยแจ้งว่า เมื่อประมาณ ต้นปี 2559 ได้ถูกผู้ต้องหารายนี้ได้หลอกให้ชาวบ้านในอำเภอเชียงของ และอำเภอข้างเคียง ร่วมลงทุนซื้อที่ดิน และมีการแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้แล้ว ต่อมาศาลจังหวัดเทิงได้มีคำพิพากษาให้จำคุก 10 ปี ผู้ต้องหานี้ ในข้อหา ฉ้อโกง และสั่งให้ชดใช้เงินคืนให้กับผู้เสียหายทั้งหมด กว่า 10 ล้านบาท  แต่ผู้ต้องหาไม่มาฟังคำพิพากษา และหลบหนีไป ศาลจังหวัดเทิงจึงได้ออกหมายจับผู้ต้องหานี้ จากการตรวจสอบพบว่าผู้ต้องหารายนี้ ยังมีหมายจับ ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงและปลอมและใช้เอกสารสิทธิ ปลอม อีกจำนวน 5 หมายจับ รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 31 ล้านบาท 
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและสารสนเทศ(ศปอส.ตร.) , พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. ในฐานะ รองผู้อำนวยการ ศปอส.ตร. , พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.บก.สส. สตม.,พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.บก.จร.บช.น., พ.ต.อ.วรพจน์  รุ่งกระจ่าง ผกก.สส.บก.น.4 ได้สั่งการให้ ศปอส.ตร. ชุดปฏิบัติการที่ 2 สืบสวนติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ที่หลอกลวงชาวบ้านอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย  ซึ่งมีได้มาแจ้งที่ ศปอส.ตร.ให้ช่วยดำเนินการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา รายนี้ให้ได้โดยเร็ว  เนื่องจากหลบหนีการจับกุมมากว่า 4 ปี แล้ว   

ต่อมาวันที่ 22 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 15.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.อ.ปัญญา กุลไทย ผกก.สส.บก.น.7 ในฐานะ หน.ชุดปฏิบัติการที่ 2 ศปอส.ตร. พ.ต.ท.จักริน พิริยะจิตตะ รอง ผกก.สส.บก.น.4 , พ.ต.ท.ธนะเมศฐ์ วิจิตรจริยา รอง ผกก.จร.สน.คลองตัน กับพวก ได้ร่วมกันจับกุมตัว นางคริษฐา  ทะริยะ หรือ น.ส.จารี โปธา หรือ น.ส.ธนานิษฐ์ ณรงค์จิรภัสร์ อายุ 35 ปี ผู้ต้องหา ได้ที่ บริเวณ เอสคอนโด เลขที่ 1332 ซอยสุขุมวิท 50 แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุงเทพฯ ตามหมายจับศาลจังหวัดเทิง ที่ 25/2559 ลง 7 เม.ย. 2559, 55/2559 ลง 20 เม.ย. 2559,58/2559 ลง 24 มิ.ย. 2559 , 59/2559 ลง 24 มิ.ย. 2559 , 60/2559 ลง 24 มิ.ย. 2559, 61/2559 ลง 24 มิ.ย. 2559 รวม 6 หมายจับ โดยยอมรับว่าตนเองเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าวทั้งหมดจริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน จึงได้นำตัวผู้ต้องหา นำส่ง สภ.เชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
    ศปอส.ตร. ขอประชาสัมพันธ์ ให้พี่น้องประชาชน ที่เคยถูกผู้ต้องหารายนี้หลอกลวงให้ลงทุนซื้อที่ดินในพื้นที่ จังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย ในลักษณะดังกล่าว มาแจ้งความเพิ่มเติมได้ที่ ศปอส.ตร. หรือ ที่ สภ.เชียงของ เพื่อ ดำเนินคดีกับผู้ต้องหารายนี้ต่อไป 
*****************************




ผบช.สตม.ประชุมมอบนโยบายข้าราขการตำรวจ สตม วันที่ 25 มีนาคม 2562 เวลา 10.00 น.

ผบช.สตม.ประชุมมอบนโยบายข้าราขการตำรวจ สตม วันที่ 25 มีนาคม 2562 เวลา 10.00 น. 


พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พร้อมด้วย พล.ต.ต.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ณฐพล แสวงกิจ รอง ผบช.สตม.,พล.ต.ต.สรายุท สววนโภคัย รอง ผบช.สตม. ประชุมมอบนโยบายสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและเพิ่มความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนนโยบายแก่ข้าราชการตำรวจในสังกัดสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองระดับ รอง ผบก. - สว. ที่ได้รับการแต่งตั้งดำรงตำแหน่งต่าง ๆ วาระประจำปี 2561 ณ ห้องประชุมบุญยะจินดา สโมสรตำรวจ ในการประชุมครั้งนี้ ผบช.สตม. ได้เน้นย้ำว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสื่อบสวน ปราบปราม จับกุม ผลักดันและส่งกลับคนต่างด้าวที่เข้ามาก่ออาชญากรรมหรือกระทำความผิดจำเป็นต้องมีการตรวจสอบและคัดกรองคนต่างด้าว ที่จะเข้ามาและอยู่ต่อในประเทศไทยอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ มุ่งไปสู่การขจัดปัญหาทางสังคมและอาชญากรรมข้ามชาติ มีการดำเนินงานโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบและคัดกรองเพื่อการเข้าหรือขออยู่ต่อไปราชอาณาจักรอย่างอย่างถูกต้องและแม่นยำ และต้องมีการประสานความร่วมมือกับทุกภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะกับหน่วยงานต่องประเทศ เป็นการทำงานภายใต้นโยบาย “วันทีมวันเวิลด์” (One Team One World) คือ ตำรวจทั้งโลกเป็นทีมเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันเราได้มีการประสานการปฏิบัติกับประเทศต่าง ๆ โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล และร่วมปฏิบัติการในหลายประเทศ ตลอดจนเฝ้าระวังและปราบปรามอย่างจริงจังต่อเนื่องเพื่อสร้างกระบวนการและกลไกร่วมกัน ทั้งนี้ ได้กำชับข้าราชการตำรวจในสังกัด ให้ดูแลงานด้านความมั่นคง ควบคู่ไปกับงานด้านบริการ ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 

นอกจากนี้ ผบช.สตม. ได้มอบรางวัล “เดอะ เบสต์เพรคทีซ” (The Best Practice) เพื่อเป็นการยอกย่องเชิดชูเกียรติแก่หน่วยงานและข้าราชการตำรวจในสังกัด ผู้มีผลการปฏิบัติราชการดีเด่น เป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ในระดับกองบัญชากร โดยคัดเลือกมาจากข้าราชการที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ปฏิบัติตามระเบียบวินัย ยึดถือประโยชน์ส่วนราวมเป็นที่ตั้ง และหน่วยงานที่มีความเป็นเลิศในด้านการบริหารจัดการ การพัฒนาและการบริการประชาชน เพื่อส่งเสริมรักษาไว้ซึ่งระบบคุณธรรมในการบริหารราชการ อึกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้กระตุ้นให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการและประชาชน