วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

เขม่นวงเหล้าโดนรุมสวนแทงดับ 


 วันที่ 7 ก.ค. 62 เวลา23.30น. พ.ต.สมพล บุญทา สว.สอบสวน สน.ท่าข้ามรับแจ้ง มีเหตุเหตุทะเลาะวิวาทมีคนถูกทำร้ายด้วยอาวุธมีดบาดเจ็บไปเสียชีวิตที่ รพ.นครธน จึงเดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุพร้อมสายตรวจพร้อมอาสากู้ภัย ที่เกิดเหตุสุดซอยพระราม ๒ ซอย ๕๘ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ทราบชื่อต่อมานายรุ่งศักดิ์ สุทธนไตร อายุ ๒๖ ปี เสียชีวิตที่ รพ.นครธน นายปิติพงศ์ สุทธนไตร อายุ ๒๔ ปี บาดเจ็บ พ.ต.อ.ธีระ ผกก.สน.ท่าข้ามเผยหลังจากเกิดเหตุสั่งให้ฝ่ายสืบสวนลงพื้นที่ติดตามทันที จับกุมได้ในเวลาต่อผู้ทราบชื่อภายหลัง นายฤทธิศักดิ์ สุราราช อายุ ๒๖ ปี อยู่ที่ ๒๔๕ หมู่ ๑๐ ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร พร้อมรถพาหนะ และอาวุธ มีดพกสั้นที่ใช่ก่อเหตุขณะหลบหนี จากการสอบสวนผู้บาดเจ้บให้การว่าเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.นาย ปิติพงศ์ฯ(ผู้บาดเจ็บ) พร้อมด้วยผู้เสียชีวิจ และมีนายฤทธิศักดิ์ฯ (ผู้ต้องหา) กับพวกนั่งดื่มสุราด้วยกัน กระทั่ง เวลาประมาณ ๒๓.๓๐ ขณะทึ่ตนกำลังแยกย้ายกันกลับ ขณะที่ผู้ต้องหาจะขึ้นรถยนต์ของตนเอง มีเหตุหมางใจกันก ในทันทีนายปิติพงศ์ฯ ได้เข้าทำร้ายนายฤทธิ์ศักดิ์ฯ โดยมีนายรุ่งศักดิ์ฯ เข้าช่วย ผู้ต้องหาซึ่งมีมีดพกสั้นอยู่ กับตัวได้ใช้อาวุธมีดแทงถูกที่หน้าออกของนายรุ่งศักดิ์ฯ และถูกหัวไหล่ซ้ายของนายปิติพงศ์ฯ หลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาขับรถหนีไป พลเมืองดีนำผู้บาดเจ็บเข้ารักษาตัวที่ รพ.นครธน นายรุ่งศักดิ์ฯ เสียชีวิตที่ รพ. ฝ่ายสืบสวนและเจ้าหน้าที่สายตรวจได้ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้ บนถนนกาญจนาภิเษกผู้ต้องหาให้การสารภาพว่าเป็นคนลงมือจริงอ้างว่าป้องกันตัวจึงนำส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดีต่อไป


วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

“แม่ทัพภาค 4” เป็นประธานรดน้ำศพทหารพรานพลีชีพ เหตุคนร้ายกดบึ้ม 2 ลูกซ้อน ที่ยะลา ก่อนส่งกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ บ้านเกิด จ.ตรัง 


 วันนี้ 4 ก.ค.62 เวลา 08.30 น. ที่ศาลาฉวานุเคราะห์ 2 วัดพุทธภูมิ พระอารามหลวงเขตเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลาพล.ท.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค4 เป็นประธานในพิธีรดน้ำศพ อส.ทพ.นพดล ชูพูล อายุ 37 ปี สังกัด ร้อย.ทพ.4703 ฉก.ทพ.47 ซึ่งเสียชีวิต จากเหตุคนร้ายฆ่าไทยพุทธ ลวงให้ จนท.เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุและได้ลอบวางระเบิด 2 ลูกซ้อน บริเวณริมถนนภายในบ้านฮูยงซูแง (บ้านย่อยบ้านกูวิง) หมู่ 6 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 ก.ค.62 ที่ผ่านมา โดยมี นายเจษฎา จิตรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พล.ต.สมชาติ เปรมจิตต์ ผบ.ฉก.ยะลา นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา ผู้แทน พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. นายมนูญ พรหมน้อย นายอำเภอยะหา ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจหมายเลข 2 ตัว ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ส่วนราชการ รวมทั้งญาติพี่น้องเข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก 



ในการนี้ แม่ทัพภาค 4 ได้มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาแก่ นางเฉลียว ชูพูล มารดาของ อส.ทพ.นพดล จำนวน 166,667 บาท ด.ญ. กนกวรรณ ชูพูล บุตรสาว จำนวน 166,667 บาท และนางสุมาลี ชูพูล ภรรยา จำนวน 166,667 บาท รวม 500,000 บาท พร้อมกับเหรียญบางระจัน ให้กับนางปราณี หมื่นรัก น้าสาว อส.ทพ.นพดล อีกด้วย โดยหลังพิธีรดน้ำศพเสร็จสิ้น จะมีการเคลื่อนย้ายศพ อส.ทพ.นพดล ไปทำพิธีส่งศพ ที่บริเวณลานจอด ฮ.ด้านหน้าศาลาพิณประเสริฐ ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ด้วยเฮลิคอปเตอร์ เพื่อนำศพไปบำเพ็ญกุศล ที่ วัดโพธาราม หมู่ที่ 1 ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.ตรัง ต่อไป






ส่วนความคืบหน้าการติดตามตัวคนร้ายเมื่อวานนี้ 3 ก.ค. ฉก.ทพ.41 ร่วมกับ ตำรวจชุดสืบสวน ภ.จว.ยะลา ได้เข้าไปเชิญตัว 5 ชาวบ้าน บ้านกูวิง พื้นที่เกิดเหตุ ยิงชาวบ้าน-กดระเบิดซ้ำใส่เจ้าหน้าทหารพราน นำตัวเข้าศูนย์ซักถาม กรมทหารพรานที่ 41 ค่ายวังพญา อ.รามัน จ.ยะลา ประกอบด้วย (1) นายเกษม สตาปอ ครูสอนตาดีกา อายุ 30 ปี เคยถูกควบคุมตัว 1 ครั้ง เชิญตัว 1 ครั้ง (2) นายอาหะมะ มณีหิยา อาชีพกรีดยาง (3) นายมะรอกิ ปะกอ (4) นายฮาซัมบาสรี กอเดง อายุ 22 ปี ประธานชมรมกีฬากูวิง และ (5) นายอิบรอเฮง เจ๊ะแวสนิ อาชีพกรีดยาง กรรมการมัสยิดประจำหมู่บ้าน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการซักถาม เพื่อขยายผลไปยัง ผู้ก่อเหตุตัวจริงกันต่อไป

 //ข่าว /อับดุลหาดี/ยะลา

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

"พนักงานสอบสวน สน.บางรัก เรียก 5 บริษัทรับเหมาโครงการก่อสร้างโรงแรม River การ์เด้น สอบปากคำในฐานะพยาน ขณะที่ความคืบหน้าคดีเหลือเพียงการแจ้งข้อกล่าวหา 2 ข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานและข้อหาต่อเติมอาคารผิดกฎหมาย กับผู้ที่เกี่ยวข้อง!! 


 วันที่ 2 ก.ค.2562 เวลา13.00 น.ที่สน.บางรัก พนักงานสอบสวน สน. บางรักเรียก 5 บริษัทรับเหมาโครงการก่อสร้างโรงแรม River การ์เด้น สอบปากคำในฐานะพยานโดยในวันนี้มีเพียง 2 บริษัทที่เข้ามาให้ปากคำ ตั้งแต่เช้า ส่วนอีก 3 บริษัทขอเลื่อนที่จะเข้าให้ปากคำในวันพรุ่งนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนจะสอบถามรายละเอียดว่าแต่ละบริษัทมีหน้าที่รับผิดชอบทำอะไรในโครงการดังกล่าวเพียงประเด็นเดียวเพื่อนำมาประกอบสำนวน ว่าจะเข้าข่ายผิดข้อหาที่เหลืออีก 2 ข้อหา คือ 1 ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานและ 2 ข้อหา ต่อเติมอาคารโดยผิดกฎหมายซึ่งทางสำนักงานเขตบางรักได้เข้าแจ้งความไว้ตั้งแต่ตอนเกิดเหตุหรือไม่



ด้านนายวรพล อุดมโชคปิติ ตัวแทนบริษัทแบงค์ค็อก ฮอสพิทอลลิตี้ จำกัด 1 ใน 5 บริษัทรับเหมาโครงการก่อสร้างโรงแรม River การ์เด้น นำเอกสารการว่าจ้างรับเหมาทั้งหมดมามอบให้กับพนักงานสอบสวนตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายละเอียดพร้อมให้ปากคำกลับพนักงานสอบสวนตามความเป็นจริง



 ขณะที่ พ.ต.อ.ดวงโชติ สุวรรณจรัส ผกก.สถานีตำรวจนครบาลบางรัก เปิดเผยว่าคดีนี้คงใช้เวลาอีกไม่นาน เพราะข้อหาประมาทได้ดำเนินการจบไปแล้ว เหลืออีกเพียง 2 ข้อหาคือ1ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานและ2 ต่อเติมอาคารผิดกฎหมาย ตามที่เจ้าหน้าที่เขตบางรักได้มาแจ้งความไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการสอบปากคำผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องบ้างแล้ว เหลือเพียงสอบปากคำ 5 บริษัทในฐานะพยาน และสอบปากคำเจ้าหน้าที่เขตบางรัก เพื่อรวบรวมสำนวนทั้งหมดแจ้งข้อหาผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป!!
มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถม แก่เยาวชนที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลน ทุนทรัพย์ ประจำปี 2562 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย


 มูลนิธิปอเต็กตึ้ง โดยคุณวิเชียรเตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิ กำหนดจัดพิธีมอบทุนการศึกษาระดับประถมประจำปี 2562 จำนวน 1,500 ทุน ทุนละ 2000 บาทให้กับนักเรียนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีความประพฤติดีแต่ขาดทุนทรัพย์เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เยาวชน ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่าง เท่าเทียมและเติบโตมีความรู้เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต



ในวันอังคารที่ 2 กรกฎาคม 2562 ณห้องประชุมชั้น 2 มูลนิธิปอเต็กตึ้งพลับพลาไชยกรุงเทพฯโดยในเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคมนี้มูลนิธิปอเต็กตึ้งจะมีกำหนด มอบทุนการศึกษาระดับปีสุดท้ายคือระดับ มัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษาระดับอุดมศึกษาและทุนต่อเนื่องในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) เพื่อให้ครบวงจรการสนับสนุนเงินทุนการศึกษารวมงบประมาณสนับสนุนทุนการศึกษาประจําปี 2562 กว่า 11,000,000 บาท (สิบเอ็ดล้านบาท)







 อับดุลหาดี/ยะลา/2 ก.ค. 62 ศอ.บต. ร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเกษตร ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ผนึกกำลังผลักดันนโยบาย “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” ให้เป็นพืชแห่งอนาคตในพื้นที่ จชต. หนุนเกษตรกรในพื้นที่ จชต. ทำเกษตรผสมผสาน 


วันนี้ (2 กรกฎาคม 2562 เวลา 9.00 น.) ที่ ห้องประชุมน้อมเกล้า อาคารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ผ่าน “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” พืชแห่งอนาคต โดยมี ภาคีเครือข่ายต่างๆ ประกอบด้วย ภาคี ภาคการเกษตร ได้แก่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ โดย สภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมสภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล ภาคีภาคเอกชน จาก บริษัท DIKEenergy บริษัท WooAm corporation ประเทศเกาหลีใต้ และบริษัท GB energy ซึ่งทำธุรกิจ เกี่ยวกับพลังงานสะอาด รวมทั้ง บริษัท Woodplus ซึ่งทำธุรกิจเกี่ยวกับการขายกล้าพันธุ์ไผ่ และไผ่ชีวมวลอัดเม็ด (Bamboo Pellet) ภาคีภาครัฐ ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 




สืบเนื่องจากสภาเกษตรกรแห่งชาติ โดย สภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกับ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยคณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ริเริ่มและขยายผลโครงการส่งเสริมการทำเกษตรผสมผสานของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2560 ไปสู่การทำเกษตรผสมผสานในวงกว้างมากขึ้นให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านและชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายในปี พ.ศ. 2565 มีเป้าหมายหลักเพื่อปรับเปลี่ยนการทำเกษตรกรรมของเกษตรกรในพื้นที่ จากเดิมเป็น “การปลูกยางเชิงเดี่ยว” หรือ “พืชเชิงเดี่ยวอื่น ๆ” ให้เป็น “ฟาร์มสวนยาง” ที่นำหลักการเกษตรผสมผสานมาปรับและพัฒนาให้เข้ากับวิถีชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ให้สอดคล้องกับหลักภูมิศาสตร์ ภูมิสังคมของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปพร้อมกัน ไปสู่การพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุด การสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนและเป็นหลักประกันการสร้างรายได้ในระยะยาว ศอ.บต. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงมีแนวทางที่จะส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ผ่าน “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” ซึ่งถือว่าเป็นพืชแห่งอนาคตตัวใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะช่วยเพิ่มช่องทางการสร้างเศรษฐกิจและรายได้ให้กับเกษตรกรร่วมกับพืชเดิมที่เกษตรกรเพาะปลูก


 โดยในส่วนของ ศอ.บต. จะเป็นหน่วยงานกลางเพื่อ ประสาน เชื่อมโยง เชื่อมต่อ ริเริ่ม ดำเนินการ ร่วมดำเนินการ ตลอดจน เร่งรัดกำกับติดตามการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ผ่าน “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” พืชแห่งอนาคตของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งในระบบต้นทาง กลางทาง ปลายทาง ให้เป็นไปตามเป้าหมายพื้นที่การเพาะปลูกไม่น้อยกว่า 300,000 ไร่ ในปี พ.ศ. 2565 โดยให้เห็นผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ร่วมมือกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง สนับสนุนและผลักดันนโยบาย “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหารายได้ เศรษฐกิจ งานอาชีพ คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน แก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการอย่างเร่งด่วน อำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าเพื่อการส่งออกไปยังประเทศปลายทางที่เป็นตลาดรับซื้อ ผ่านท่าเรือพาณิชย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และที่ใกล้เคียง ด้าน ภาคีภาคการเกษตร ได้แก่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ โดย สภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ ครอบคลุมสภาเกษตรกรจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล จะทำหน้าที่รวบรวม คัดกรองและคัดเลือกสมาชิกเกษตรกร องค์กรเกษตรและเครือข่ายสมาชิก องค์กรสภาเกษตรกรจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยแนวทางการส่งเสริมเกษตรผสมผสาน ผ่าน “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” ด้วยการเพิ่มพื้นที่การเพาะปลูกไผ่เศรษฐกิจควบคู่ไปกับการทำเกษตรผสาน ให้ได้พื้นที่การเพาะปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชพลังงานที่เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่น้อยกว่า 300,000 ไร่ ในระยะเวลา 3 ปี ทั้งนี้ โดยประสานแผนการทำงานให้สอดคล้องกับภาคเอกชนและการสนับสนุนของรัฐ เป็นสื่อกลางสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือและการประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ ภาคเอกชนและองค์กรภาคีเครือข่ายการทำงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนโครงการไปสู่เกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ปัญหาอุปสรรคและแนวทาง การแก้ไขปัญหา-พัฒนาบนฐานความจำเป็นและความต้องการของเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานภาครัฐต่างๆที่ร่วมขับเคลื่อนสนับสนุนและผลักดันนโยบาย “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมป่าไม้ จะทำหน้าที่เร่งรัดพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิตภาคเกษตรของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดยรักษา ป้องกันและคุ้มครองพื้นที่ที่มีศักยภาพทางการเกษตรและสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยมีที่ดินเป็นของตนเองหรือ มีสิทธิทำกินในที่ดินที่เป็นพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและหรือพื้นที่ที่ประชาชนบุกรุกทำกินแล้วแต่ยังไม่ได้รับสิทธิที่ดินทำกินที่ถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมีการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรของกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เข้าร่วมโครงการ ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการการเพาะปลูกไผ่เศรษฐกิจ ตลอดจน พืชพลังงานอื่น ๆ ที่เป็นไปตามความเห็นชอบร่วมกันของหน่วยงานตามบันทึกความร่วมมือ สนับสนุนเทคโนโลยีนวัตกรรมทางการเกษตร รวมถึง เครื่องจักรกลทางการเกษตรและปัจจัยสนับสนุนการผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต สนับสนุนบุคลากร วิชาการและองค์ความรู้ ตลอดจน เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนโครงการไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้ง พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้เฉพาะพื้นที่-องค์ความรู้ของชุมชน/ประชาชนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชพลังงานอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้




 นอกจากภาครัฐแล้วยังมี ภาคเอกชน จาก บริษัท DIKEenergy บริษัท WooAm corporation ประเทศเกาหลีใต้ และ บริษัท GB energy รวมทั้ง บริษัท Woodplus ซึ่งจะดำเนินการเป็นหน่วยรับซื้อไม้ไผ่เศรษฐกิจที่มีขนาดลำต้นเหมาะสมของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทุกรายโดยกำหนดอัตราการซื้อขายที่ราคาระหว่าง 650-700 บาทต่อตัน เป็นระยะเวลา 21 ปี (พ.ศ. 2563-2583) ทั้งนี้ การกำหนดราคาข้างต้นจะเป็นไปในราคาเช่นใดนั้น ให้พิจารณาตามราคามาตรฐานอ้างอิงตลาดต่างประเทศและพิจารณาถึงประโยชน์และรายได้ของเกษตรกรเป็นสำคัญจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้การผลิตไผ่เศรษฐกิจ ต้นแบบอุตสาหกรรมป่าไม้เศรษฐกิจและการแปรรูป แบบครบวงจร โดยประชาชนมีส่วนร่วมกระจายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด เพื่อเป็นขั้นตอนการทำงานเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การจัดตั้งเป็นอุตสาหกรรมไม้ไผ่เศรษฐกิจของประชาชน ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ภายใต้ข้อตกลงของ United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC) ว่าด้วย Clean Development Mechanism (CDM) โดยไม่ดำเนินการใดใดที่จะนำไปสู่การสร้างปัญหาทรัพยากรธรรมชาติ และมลภาวะทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน สนับสนุนปัจจัยการผลิต เทคโนโลยีและงานวิชาการต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชพลังงานประเภทอื่น การร่วมทุนกับประชาชน การพัฒนาแปลงเกษตรต้นแบบการแปรรูปสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่มาจากไผ่เศรษฐกิจและพืชพลังงาน แบ่งปันผลประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจไปในรูปแบบการส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน ผ่านการสนับสนุนงานธุรกิจเพื่อสังคมที่สำคัญ อาทิ การลดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ การเพิ่มปริมาณก๊าชออกซิเจนในอากาศ น้ำดื่มที่สะอาดที่มาจากต้นไผ่ให้กับครัวเรือนและชุมชน และการสนับสนุนเงินทุนเพื่อศาสนา การศึกษาและอาชีพให้สมาชิกเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการและผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และร่วมเป็นเครือข่ายการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นต้นแบบการพัฒนาที่ยั่งยืนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) มุ่งสร้างสังคมที่ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกและสงบสุข ด้วยการสร้างจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นเมือง “แห่งไม้ไผ่เศรษฐกิจต้นแบบการบริหารจัดการที่ครบวงจร” หรือ “International Bamboo City” และในส่วนของ ด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จะทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและจัดทำข้อมูลด้านพื้นที่ที่เหมาะสม สำหรับการปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชชีวมวลประเภทอื่น จัดทำแปลงปลูกพืชพลังงานในลักษณะแปลงสาธิตของประชาชน การพัฒนาสายพันธุ์ไผ่เศรษฐกิจให้เป็นพืชเฉพาะของจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้ง การเพิ่มศักยภาพและผลผลิตสูงสุดที่เหมาะสมสำหรับการปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชชีวมวล ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมสนับสนุนเทคโนโลยีด้านการปลูกไผ่เศรษฐกิจและพืชพลังงานประเภทอื่น เช่น การเพาะพันธุ์เนื้อเยื่อไผ่ให้มีความเหมาะสมและเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้คุณค่าพลังงานสูง รวมทั้ง เป็นแกนกลางการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทุกระดับ ให้เข้าร่วมเป็นส่วนวิชาการที่รองรับการทำงานในระดับพื้นที่




อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญของการขับเคลื่อนสนับสนุนและผลักดันนโยบาย “การปลูกไผ่เศรษฐกิจ” ให้เห็นผลเป็นรูปธรรม จำเป็นจะต้องเชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนมาผนึกกำลังการทำงานร่วมกัน อย่างเป็นระบบและครบวงจร โดยมุ่งเป้าหมายหลักร่วมกัน นั้นคือ ยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอต่อการดำเนินชีวิต ไปสู่การเพิ่มจำนวนเกษตรกรและผู้ได้รับประโยชน์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มากขึ้นเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาปี พ.ศ. 2565 โดยเฉพาะความพยายามเชื่อมโยงประสานการทำงานร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศมากขึ้น และทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้ครอบคลุมกระบวนการทำงานทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทางเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มได้รับประโยชน์สูงสุดจากการพัฒนาของรัฐ เอกชนและสถาบันวิชาการต่อไป

 ภาพ/ข่าว อับดุลหาดี เจ๊ะยอ จ.ยะลา

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

อับดุลหาดี/ยะลา/1 ก.ค. 62 สาวงามมิสแกรนด์ไทยแลนด์ พกความสวยเยือนชายแดนใต้ พร้อมเป็นกระบอกเสียง ยุติความรุนแรง 


วันที่  1 กรกรฎาคม 2562 เวลา 10.00 น. ที่ห้องประชุมน้อมเกล้า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)นายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ นำสาวงามทั้ง 77 จังหวัด เดินทางเข้าพบพลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. ก่อนเดินทางเที่ยวชม 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรม วิถีชุมชน และสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส พลเรือตรีสมเกียรติ ผลประยูร เลขาธิการ ศอ.บต. กล่าวขณะพบปะสาวงามทั้ง 77 คนว่า จังหวัดชายแดนใต้ยินดีต้อนรับสาวงามทุกท่านที่เป็นผู้ที่มีความสามารถ ความพร้อม ศักยภาพ และได้รับการคัดเลือกจากแต่ละจังหวัดมาประกวดเพื่อเป็นหนึ่งในผู้แทนนางงามยุติความรุนแรงในประเทศไทย รวมถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่บอบช้ำจากเหตุการณ์ความไม่สงบมาเป็นระยะเวลา 15 ปี



ซึ่งขณะนี้รัฐบาล ศอ.บต. พร้อมด้หน่วยงานในพื้นที่เร่งพัฒนาขับเคลื่อนให้พื้นที่มีความเจริญรุ่งเรืองให้เท่ากับพื้นที่ภาคใต้ตอนบน และรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย ซึ่งวันนี้ดีขึ้นกว่าเมื่อวาน และรอทุกท่านมาเยือน ด้านนายณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้อำนวยการกองประกวดมิสแกรนด์ไทยแลนด์ กล่าวว่า กองประกวดไม่ได้เดินทางมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้เพราะอยากได้คำชื่นชมหรือภาพสวยๆ แต่กองประกวดตั้งใจมาเยือนเพื่อประชาสัมพันธ์ นำเสนอเรื่องราว และความสวยงามในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้สู่สายตาคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งก่อนที่นางงามจะมาถึงพื้นที่จะมีการรับรู้ข่าวสาร และความรู้สึกในรูปแบบหนึ่ง แต่เมื่อมาถึงและได้สัมผัสก็จะมีความรู้สึกในอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นรูปแบบของข่าวสารและเรื่องราวดีๆที่ผ่านเข้ามาหลากหลายให้สาวงามทั้ง 77 คนได้ทำหน้าที่นำเสนอวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่น ของดีชายแดนใต้ อาทิ ไก่เบตง ปลากุเลา โดยเฉพาะทุเรียนในพื้นที่ ซึ่งเป็นทุเรียนที่ปลูกในป่า จะมีรสชาติอร่อย แตกต่างจากทุเรียนที่ซื้อขายตามตลาดทั่วไป เป็นโอกาสดีที่จะนำเสนอเป็น Story เพื่อเพิ่มมูลค่า ซึ่งจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง โดยจะใช้ชื่อทุเรียนชายแดนใต้ว่า ทุเรียนนางงาม





เพื่อจัดจำหน่ายต่างประเทศ นางสาวอารยะ ศุภฤกษ์ สาวงามจังหวัดนครพนม กล่าวถึงการมาเยือนจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งแรกว่า ก่อนมาถึงพื้นที่คิดว่าอากาศจะร้อน แต่เมื่อมาถึงแล้วพบว่า อากาศดีมาก พี่น้องในพื้นที่ก็น่ารัก อัธยาศัยดี ทำให้รู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลายและสบายใจ อยากให้พี่น้องในจังหวัดอื่นๆได้มาเที่ยวชม สัมผัสด้วยตนเองเหมือนสาวงามมิสแกรนด์ จะทำให้เปลี่ยนมุมมองความคิดในเรื่องความปลอดภัย และความสวยงาม อย่างไรก็ตาม ตนจะขอเป็นหนึ่งกระบอกเสียงเพื่อเชิญชวนให้พี่น้องในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย




ทั้งนี้สาวงามมิสแกรนด์ไทยแลนด์จะเดินทางเที่ยวชมจังหวัดชายแดนภาคใต้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 6 กรกฎาคม 2562 ซึ่งพี่น้องในพื้นที่และแฟนๆ นางงามสามารถเข้าชมการประกวดรอบขวัญใจ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้

ภาพ/ข่าว อับดุลหาดี เจ๊ะยอ จ.ยะลา

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2562

"พนักงานสอบสวน สน.บางรัก เรียกเด็กนักเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์บางรัก ทั้ง 10 คนเข้าสอบปากคำพร้อมตัวแทนโครงการเข้าเจรจาพูดคุยเรื่องการเยียวยาชดใช้ค่าเสียหาย ขณะที่ตัวแทนของการได้พูดคุยกับผู้ปกครองเด็กเป็นครั้งแรกโดยการเจรจาเยียวยาค่าเสียหายของทั้งสองฝ่ายเป็นไปด้วยดี!!


เมื่อเวลา 10:00 น.วันที่ 27 มิถุนายน 2562 ที่โรงเรียน อัสสัมชัญพาณิชยการ ความคืบหน้าเหตุเครนของโครงการก่อสร้างโรงแรม River การ์เด้น หักแผ่นเหล็กร่วงทับหลังคาสนามบาสเกต บอลโรงเรียนอัสสัมชัญ คอนแวนต์ บางรัก ได้รับความเสียหายและเด็กนักเรียนได้รับบาดเจ็บ 10 คน ล่าสุดพนักงานสอบสวน สน.บางรัก เรียกเด็กนักเรียนโรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์บางรัก 10 คนพร้อมด้วยครูและตัวแทนโครงการเข้าเจรจาพูดคุยโดยทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพ และทำข่าว เบื้องต้นพนักงานสอบสวน บอกเพียงว่า วันนี้ได้เรียกเด็กนักเรียนที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมด 10 คน แต่ได้รับบาดเจ็บนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเลิศสิน 1 คน ทำให้เหลือเพียง 9 คน พร้อมผู้ปกครองที่จะมาให้ปากคำในวันนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบถามรายละเอียดทั้งหมดของเหตุ การณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรวบรวมไว้เป็นสำนวน ก่อนที่จะมีการแจ้งข้อหากับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดเพิ่มเติม ซึ่งไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดของการสอบถามในครั้งนี้ให้กับสื่อมวลชนได้ ขณะที่ตัวแทนโครงการก็เดินทางมาร่วมรับฟังการสอบปากคำในครั้งนี้ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เชิญตัวแทนโครงการมาพูดคุยเจรจาเรื่องค่าเสียหายและการเยียวยา กับผู้ปกครองเป็นครั้งแรกหลังลงพื้นที่เยียวยาครอบครัวของเด็กนักเรียนที่ประสบอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้ทางตัวแทนจะขอโทษเด็กๆจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย



ด้านนายวรพล อุดมโชคปิติ กรรมการผู้จัดการบริษัทบางกอก ฮอสพิทอลซิตี้ กล่าวว่าขอบคุณทางโรงเรียนที่ให้โอกาสได้พบประพูดคุยกับผู้ปกครองของเด็กนักเรียนที่ได้รับบาดเจ็บวันนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก ซึ่งการเจรจาเป็นไปด้วยดีโดยมีการพูดคุยถึงแนวทางการเดินหน้าในการแก้ไขปัญหา รวมไปถึงการเยียวยาและชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งทางผู้ปกครองและโรงเรียนจะต้องไปหารือกันเอง แล้วแจ้งมาทางบริบัทซึ่งพร้อมที่จะเขียวยาและชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด



 ต่อมาเวลา 14.00 น.ของวันเดียวกัน นายวรพล อุดมโชคปิติ กรรมการผู้จัดการบริษัทบางกอก ฮอสพิทอลซิตี้ พร้อมดัวยนายสินชัย คุ้มถนอม ได้เดินทางไปที่ สน.บางรัก เพื่อพูดคุยเจรจากับ นายสมชาย เผ่าภู่ อายุ 57 ปี หัวหน้าคุมงานช่างอาคารอัครสังฆมณ ฑลกรุงเทพฯ เจ้าของรถกระบะที่ถูกแผ่นเหล็กตกใส่หลังคารถ ก่อนลงบันทึกประจำวันและรับปากว่าจะซ่อมรถให้ พร้อมกับมอบเงินค่าทำขวัญกับค่าเสียเวลาจำนวนหนึ่ง ให้กับเจ้าของรถกระบะที่ได้รับความเสียหายจากอุบัติเหตุดังกล่าว




หลังจากนั้นนายวรพล อุดมโชคปิติ กรรมการผู้จัดการบริษัทบางกอก ฮอสพิทอลซิตี้ ได้เข้าพบกับเจ้าหน้าที่พนักงานสอบสวน สน.บางรัก เพื่อให้ปากคำเป็นครั้งแรก หลังจากที่เกิดเหตุขึ้นดังกล่าว!!