วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2564

นิพนธ์ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำปีที่ 2 แจกโฉนดที่ดินชาวบางระกำ จ.พิษณุโลก ตั้งเป้า 4,284

นิพนธ์ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำปีที่ 2 แจกโฉนดที่ดินชาวบางระกำ จ.พิษณุโลก ตั้งเป้า 4,284 แปลง เพื่อสร้างหลักประกันให้แก่พี่น้องประชาชน 


 เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 20 มกราคม 2564 ที่ เทศบาลตำบลบางระกำเมืองใหม่ จังหวัดพิษณุโลก นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินตามโครงการ “มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ ให้ประชาชน” โดยมีนายนิสิต จันทร์สมวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน นายรณชัย จิตวิเศษ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ร่วมพิธีมอบเอกสารสิทธิโฉนดที่ดินให้กับประชาชนเจ้าของที่ดินในพื้นที่ ตำบลคุยม่วง อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 59 แปลง ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ในการรับมอบฯซึ่งเป็นไปตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019(COVID-19) 




 นายนิพนธ์ กล่าวว่า"โครงการ“มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน” ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร และสุโขทัย ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์เดินสำรวจเดียวกัน โดยถือเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล โดยกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ต้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเป็นนโยบายหลักเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยการออกโฉนดที่ดินที่ได้รับจากทางราชการนั้นเป็นเอกสารสิทธิ์ที่มีความสำคัญ และสร้างหลักประกันความมั่นคงเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในครอบครัวให้ดีขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงมหาดไทยกำหนดจังหวัดที่จะทำการสำรวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินทั้งหมด 50 จังหวัดเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ที่สำคัญนอกจากอำนวยความสะดวกให้พี่น้องประชาชนถึงภูมิลำเนาแล้วยังเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในการรังวัดให้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น" 





ทั้งนี้การมอบโฉนดที่ดินให้แก่ประชาชนตามโครงการฯดังกล่าว โดยทำการรังวัดที่ดินด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) นับเป็นการบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และของกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และพื้นที่ใช้ประโยชน์ให้แก่ประชาชน ทั้งผู้ที่ยังไม่ได้รับเอกสารสิทธิหลังมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข และรวมไปถึงผู้ที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินเป็นของตนเอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อต้องการคืนความสุขให้กับประชาชน สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในการใช้ประโยชน์ในที่ดิน โดยมีโฉนดที่ดินที่จะทำการมอบให้แก่ประชาชนตามโครงการ "มอบโฉนดที่ดินทั่วไทย นำสุขคลายทุกข์ให้ประชาชน" ในวันนี้รวมทั้งสิ้น จำนวน 59 แปลง รวมเนื้อที่ 20 ไร่ 3 งาน 15 ตารางวา จากทั้งหมด 4,288 ไร่ของจังหวัดพิษณุโลก"นายนิพนธ์กล่าว 

กกต.นนทบุรี เรียกชมรมสื่อธรรมาภิบาลและต้านคอรับชั่น มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สมาชิก อบจ. นนทบุรี

กกต.นนทบุรี เรียกชมรมสื่อธรรมาภิบาลและต้านคอรับชั่น มาให้ข้อมูลเพิ่มเติม ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สมาชิก อบจ. นนทบุรี


จากกรณีชาวบ้านร้องชมรมสื่อธรรมาภิบาลและต้านคอรับชั่น ให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครสมาชิก อบจ. นนทบุรี เขตบางใหญ่ ที่ได้รับเลือกท่านหนึ่งว่าขาดคุณสมบัติในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิก อบจ.จังหวัดนนทบุรี และเมื่อวันก่อนทางชมรมสื่อธรรมาภิบาลและต้านคอรับชั่นได้เดินทางไปที่ กกต. จังหวัดนนทบุรี เพื่อพบกับ ร้อยตำรวจเอกหญิง วฤนธร ตั้งตฤษณกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เพื่อสอบถามกรณีเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดัง หลังทาง กกต.นนทบุรี รับทราบเรื่องและดำเนินการตรวจสอบแล้ว แต่ยังขาดรายละเอียดบางส่วน จึงมีจดหมายเชิญทางชมรมสื่อธรรมาภิบาลและต้านคอรับชั่นมาให้รายละเอียดเพิ่มเติม 




โดยวันนี้ (วันที่ 20 มกราคม 2564) นายฤทธิรณ ปัญญากาบ เลขานุการชมรมสื่อ ธรรมาภิบาลและต้านคอรัปชั่น ได้เดินทางมาที่ กกต. จ.นนทบุรี เพื่อมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับ กกต. จ.นนทบุรี หลังจากได้ยื่นหนังสือให้ทาง กกต.จังหวัดนนทบุรีให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิก อบจ.จังหวัดนนทบุรี 



ซึ่งหลังจากให้ปากคำเพิ่มเติมแล้ว นายฤทธิรณ ปัญญากาบ เลขานุการชมรมฯ ได้ออกมาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ทางกกต. จ.นนทบุรี ก็ต้องทำการสืบสวนสอบสวนเรื่องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิกสภา อบจ.จังหวัดนนทบุรี เขตบางใหญ่ต่อไป และหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก็จะมีหมายเชิญทางชมรมสื่อ ธรรมาภิบาลและต้านคอรัปชั่นมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีก ทางชมรมสื่อธรรมาภิบาลและต้านคอรัปชั่น ก็จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป จนกว่าทราบผลของการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครสมาชิก อบจ.จังหวัดนนทบุรี เขตบางใหญ่      

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2564

จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี ร่วมมือกับนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 24 (ปปร.24) บ้านดุสิตสถาบันพระปกเกล้า ทำคลังสินค้าเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงสถานการณ์ โควิด- 19 พร้อมเพิ่มศักยภาพที่จะนำสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภค 

จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี ร่วมมือกับนักศึกษาหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สำหรับนักบริหารระดับสูงรุ่นที่ 24 (ปปร.24) บ้านดุสิตสถาบันพระปกเกล้า ทำคลังสินค้าเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงสถานการณ์ โควิด- 19 พร้อมเพิ่มศักยภาพที่จะนำสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภค 


วันนี้( 18 ม.ค.64) เวลา 09.30 น. ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี อ.เมือง จ.นนทบุรี ดร.สุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ เรื่อง การเข้าถึงเทคโนโลยีและการตลาดเกษตรกรออนไลน์ (เกษตรกรดิจิทัล) โดยมี ดร.ชัยรัตน์ จำนงค์การ รองประธานนักศึกษา ปปร.รุ่นที่ 24และคณะฯ ,ประธาน กต.ตร.จว.นนทบุรี (ภาคประชาชน) นายปรีชา บำรุงศรี เกษตรจังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม สำหรับสินค้าเกษตรของจังหวัดนนทบุรี 



มีศักยภาพที่จะนำมาทำการตลาดหลายประเภท อาทิ ผัก ผลไม้ สินค้าแปรรูปต่างๆ การเข้าถึงช่องทางการจำหน่ายออนไลน์ จึงช่วยทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าได้สะดวกและง่ายขึ้น การสร้างแบรนด์ การจดเครื่องหมายการค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้า 






รวมถึงการสร้างคอนเทนต์หรือสตอรี่ ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าได้และเป็นที่รู้จักในวงกว้าง การสร้างทักษะ มุมมอง และประสบการณ์จากองค์กรชั้นนำจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราเกษตรกรจังหวัดนนทบุรี ต้องเรียนรู้และไม่หยุดที่จะพัฒนา นายปรีชา บำรุงศรี เกษตรจังหวัดนนทบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้สำนักงานเกษตรจังหวัด กำลังทำคลังข้อมูลสินค้าเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายให้แก่เกษตรกร 



โดยเฉพาะสินค้าเกษตรจากเกษตรกรรายย่อย, smart farmer ต่างๆ,กลุ่มส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่,วิสาหกิจชุมชน,กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรและกลุ่มส่งเสริมอาชีพเกษตรกร โดยจะมีสินค้าต่างๆ ไม่น้อยกว่า 20 ชนิด ได้แก่ ข้าวและธัญพืช,ผักสด,ผลไม้สด,ไม้ดอกไม้ประดับ,อาหารแปรรูปและเครื่องดื่ม, สมุนไพรและเครื่องสำอาง, ผ้าและเครื่องแต่งกาย,หัตถกรรมและสิ่งประดิษฐ์อื่นๆโดยสินค้าต่างๆจะเป็นสินค้าที่ได้มาตรฐาน ซึ่งผู้ซื้อสามารถเข้ามาเลือกซื้อจากหน้าเว็บไซต์สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี ได้โดยตรง โดยจะมีภาพสินค้าผู้ผลิต พร้อมรายละเอียดติดต่อไว้ให้




วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2564

ชาวบ้านร้องสื่อ ให้ส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร อบจ. นนทบุรี เขตบางใหญ่ที่ได้รับเลือกท่านหนึ่ง

ชาวบ้านร้องสื่อ ให้ส่งเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร อบจ. นนทบุรี เขตบางใหญ่ที่ได้รับเลือกท่านหนึ่ง 


จากกรณีชาวบ้านร้องชมรมสื่อธรรมาภิบาลและคอรับชั่น ให้ตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร อบจ. นนทบุรี เขตบางใหญ่ ที่ได้รับเลือกท่านหนึ่งว่าขาดคุณสมบัติในการลงสมัครเลือกตั้งสมาชิก อบจ.จังหวัดนนทบุรี โดยผู้สมัครคนดังกล่าว เคยต้องโทษ ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการฎีกาวันนี้ 


(วันที่ 12 มกราคม 2564) เวลา 11.30 น. ทางชมรมสื่อธรรมาภิบาลและคอรับชั่น ได้นำกลุ่มผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ที่ว่าการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง เมื่อไปถึง ที่ว่าการองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี นายณัฐสันต์​ ฟ้าประทานชัยกุล​ รองปลัดอบจ.นนทบุรี​ พร้อมด้วยนายภาสพงษ์​ ขาวกระจ่าง​ นิติกรชำนาญกรพิเศษ และนางสาวศราวดี อุ่นภิรมย์​ นิติกรชำนาญการ ได้มาต้อนรับผู้สื่อข่าวด้วยมิตรไมตรีที่ดีเยี่ยมพร้อมทั้งอธิบายดฎระเบียบและรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการรับสมัครเลือกตั้ง โดยทางนิติกร ได้แจ้งกับผู้สื่อข่าวว่า ผู้สมัครรายดังกล่าวยังมีคุณสมบัติในการลงสมัครเลือกตั้งอยู่เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด ตามกฎหมายเลือกตั้งบุคคลดังกล่าวยังสามารถลงสมัครเลือกตั้งได้ แต่หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ ผู้สมัครรายนี้ก็ต้องถูกตัดสิทธิ์ทันที ก็ต้องทำกาีเลือกตั้ง อบจ.กันใหม่ 


โดยทางนิติกรก็ต้องทำเรื่องร้องเรียกค่าสเสียหายในงบประมาณในการเลือกตั้งที่เสียไปกับผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิต่อไป ต่อมาเวลา 13.30 น. ทางผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ กกต. จังหวัดนนทบุรี เพื่อพบกับ ร้อยตำรวจเอกหญิง วฤนธร ตั้งตฤษณกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี เพื่อสอบถามกรณีดังกล่าวทาง ทาง กกต.นนทบุรี รับทราบเรื่องและดำเนินการอย่างไรบ้าง โดย ร้องตำรวจเอกหญิง วฤนธร ตั้งตฤษณกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี ได้ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า 



เรื่องนี้ต้องแยกออกเป็น 2 ประเด็นคือ 1. เรื่องขาดคุณสมบัติในการลงสมัครเลือกตั้ง 2. เรื่องขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิก อบจ. โดยทางคณะกรรมการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี ได้แจ้งกับทางผู้สื่อข่าวว่า ผู้สมัครคนดังกล่าวตามข้อที่ 1 เรื่องขาดคุณสมบัติในการลงสมัครเลือกตั้งยังไม่ถือว่าขาดคุณสมบัติเพราะคดียังไม่ถึงที่สุดคุณสมบัติเพราะคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้สื่อข่าวได้สอบถามกลับไปว่าหากคดีถึงที่สุดแล้วศาลฎีกาได้ยืนตามศาลอุทธรณ์ ทาง กกต. จังหวัด จะดำเนินการอย่างไรต่อ ทางคณะกรรมการเลือกตั้งจังหวัดนนทบุรีได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวว่า หากเป็นสมาชิก อบจ. แล้วก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนว่าสมาชิกคนดังกล่าวขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิก อบจ.หรือไม่ ทางผู้สื่อข่าวจะติดตามความคืบหน้าต่อไป

วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ชาวบ้านสุดทน ร้องสื่อ ! รัฐตั้งผู้ปกครองศาลเจ้าไม่สนชุมชน สั่งคนเรียกเก็บค่าจอดรถไม่ออกใบเสร็จนานกว่า 4 ปี ไร้การพัฒนาศาลเจ้าและชุมชน เงินไปไหน ? 


จากกรณีข้อพิพาทของชาวชุมศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง เกี่ยวกับการแต่งตั้งผู้ปกครองศาลเจ้า โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากคนในชุมชน รวมถึงการเรียกเก็บเงินค่าจอดรถโดยไม่ออกใบเสร็จ เก็บมานานกว่า 4 ปี ชาวบ้านอยากรู้เงินไปไหน ? ไม่มีการพัฒนาศาลเจ้าและชุมชน ปล่อยให้ศาลเจ้าเสื่อมโศรมจนชาวบ้านต้องรวมเงินกันบูรณะกันเอง ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามข้อเท็จจริงจากการบอกเล่าของคนในชุมชนแห่งนี้ได้รับการบอกเล่าว่า ปัจจุบันได้มีคณะผู้ดูแลศาลเจ้าชุดใหม่ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย โดยที่ชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้ไม่ได้รับรู้หรือมีการเรียกประชุมชาวบ้านแต่อย่างใด 





เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ตั้งแต่มารับต่ำแหน่งผู้ปกครองศาลเจ้า กิจกรรมประเพณีต่างๆที่เคยจัดสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่สมัยราชกาลที่ 3 นับเวลาได้ 163 ปีไม่ได้รับการเหลียวแล อีกทั้งศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากงที่คนในชุมชนนับถือก็เสื่อมโศรมไร้การบูรณะซ่อมแซม ชาวบ้านเล่าต่ออีกว่า ผู้ปกครองศาลเจ้านั้นไม่ใช่คนในชุมชนเขาจะไม่รู้จักและไม่เข้าใจประเพณีที่สืบทอดกันมา จึงไม่เข้าใจชุมชนอย่างท่องแท้ อีกทั้งตอนนี้ชาวบ้านก็สุดทนกับพฤติกรรมเรียกเก็บเงินค่าที่จอดรถไม่ไหว เคยร้องเรียนไปยังสำนักงานเขตธนบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็เงียบกริบ ชาวบ้านจึงร้องสื่อให้ช่วยหาความจริง 



อยากรู้ว่าเงินของอากงไปไหน เก็บเงินค่าที่จอดมาหลายปีแล้วไม่เคยเห็นเอามาช่วยเหลือคนในชุมชนและศาลเจ้า ถ้าไม่ให้จอดเอาไว้ออกมาอีกทีรถก็มีรอยรอบคัน คนในชุมชนเคยอยู่กันมาอย่าสงบสุขสามัคคี ตอนนี้มีแต่ความขัดแย้ง สำนักงานเขตธนบุรีก็ไม่รับฟังชาวบ้านในชุมชน มองแต่ว่าชาวบ้านขัดแย้งกับสำนักงานเขต ฝากถามหน่อยว่ามันมีผลประโยชน์ซับซ้อนหรือเปล่าถึงไม่รับฟังชาวบ้านที่เขาเกิดและอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ตอนแต่งตั้งกันทำไมไม่เรียกชาวบ้านมาประชุมเลือกกันเอง . สำหรับ ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง หรือ ศาลเจ้ากลางสวน ตั้งอยู่ในซอยตากสิน 4 แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กรุงเทพ เป็นศาลเจ้าโบราณเก่าอายุกว่า 163 ปี สร้างขึ้นในสมัยราชกาลที่ ๓ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชุมชน มีคณะกรรมการปกครองดูแล จากรุ่นสู่รุ่นผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเป็นประธานคณะกรรมการ มีวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ถือปฏิบัติกันมา




ภายใน 1 ปี ศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากง จะมีการจัดงานทั้งหมด ๔ งาน ซึ่งจะต้องดูปฏิทินจีนอีกครั้งในแต่ล่ะปี ที่คณะกรรมการดำเนินงานสืบต่อกันมาดังนี้ ๑.งานต้นปี เพื่อให้ลูกศิษย์มาร่วมงานสังสรรค์ ร่วมความรักความสามัคคีในหมู่ลูกศิษย์ ๒.งานทำบุญกลางปี(ทิ้งกระจาด)เพื่อทำบุญแจกทานข้าวสารให้แก่ผู้ยากไร้่ ๓.งานทำบุญวันเกิดเล่าปุนเถ้ากง เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ร่วมกัน ทำความเคารพ เล่าปุนเถ้ากง ๔.งานส่งท้ายปี และประเพณีได้จางหายไปตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๐ หลังจากที่ได้ขึ้นทะเบียนศาลเจ้ากับกรมการปกครอง ผู้ปกครองศาลเจ้าที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงมหาดไทย ที่ไม่เข้าใจในประเพณีของชุมชนและไม่ใช่คนในชุมชนโดยกำเหนิด ขาดความเชื่อมโยงกับชุมชน รวมถึงวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น จึงทำให้ประเพณีเก่าแก่ที่สืบทอดกันนั้นมาจางหายไป ซึ่งถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า จึงเป็นที่มาของข้อพิพาทระหว่างชุมชนแห่งนี้กับผู้ปกครองศาลเจ้าเล่าปุนเถ้ากงที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาใหม่โดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากคนในชุมชน รวมถึงการเรียกเก็บเงินค่าที่จอดรถ สรุปเงินไปไหน ?

วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2563

" ปธ.มูลนิธิตอกเส้นสีไพร " ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ทวงถามใบอนุญาตเปิดสอนหลักสูตรตอกเส้นเพื่อสุขภาพ ... ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 ธ.ค. พระมหาสีไพร อาภาธโร ประธานมูลนิธิตอกเส้นสีไพร นำนักศึกษาโรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรม กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทวงถามใบอนุญาตเปิดสอนหลักสูตรตอกเส้นเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และการขอใบอนุญาตเปิดสอนหลักสูตรตอกเส้น 100 ชั่วโมง ของสภาการแพทย์แผนไทย พระมหาสีไพร อาภาธโร ประธานมูลนิธิตอกเส้นสีไพร นำนักศึกษาโรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร มายื่นหนังสือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อทวงถามเรื่องการขอใบอนุญาตเปิดสอนหลักสูตรตอกเส้นเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และการขอใบอนุญาตเปิดสอนหลักสูตรตอกเส้น 100 ชั่วโมง ของสภาการแพทย์แผนไทย ที่มีความล่าช้า โดยมีนายอาคม ประดิษฐ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) นายพิเชฐ เลิศธรรมศักดิ์ เลขาธิการสภาการแพทย์แผนไทย และ น.ส.จิตรณิญาณ์ ฐิติปัญญรัตน์ อุปนายกสภาการแพทย์แผนไทย คนที่ 1 เป็นผู้มารับหนังสือในครั้งนี้ 


 พระมหาสีไพร อาภาธโร ประธานมูลนิธิตอกเส้นสีไพร กล่าวว่า อาตมาได้สร้างโรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพรบนพื้นที่ 22 ไร่ ใช้เงินไปกว่า 50 ล้านบาท และได้รับใบอนุญาตเป็นโรงเรียนเอกชน การศึกษานอกระบบจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อปี 2561 อาตมาได้พยายามติดต่อประสานงานกับสภาแพทย์แผนไทย เรื่องขออนุญาตเปิดหลักสูตรตอกเส้น ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ใช้เวลา 4 ปีกว่า ทางสภาแพทย์แผนไทยจึงอนุมัติหลักสูตรนวดตอกเส้น 100 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2562 นักเรียนทุกคนดีใจกัน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังสอนไม่ได้จนบัดนี้ เพราะหลักสูตรตอกเส้นไม่เคยมีใครเปิดสอนมาก่อน โรงเรียนจะสอนตามหลักสูตรได้จริง ก็ต้องอบรมครูต้นแบบจากสภาการแพทย์แผนไทย ทางคณะกรรมการทำงานประชุมกันหลายครั้งว่าจะเปิดอบรมครูต้นแบบตามหลักสูตรที่อนุมัติ ก็ไม่ยอมเปิดสอนสักที ผลัดเดือนนั้นเดือนนี้มาหลายครั้งแล้ว ครั้งสุดท้ายก็บอกว่าจะเปิดอบรมครูในเดือนธันวาคม 


“ ประชุมคณะกรรมการทำงานกี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็เงียบ ไม่มีอะไรคืบหน้า เลยไม่รู้ว่าสภาแพทย์แผนไทยจะเอาอย่างไรกันแน่ ” อาตมาถือว่าเป็นการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของการแพทย์แผนไทยสร้างความเสียหายให้การแพทย์แผนไทย เป็นอย่างมาก ผู้ที่จะเรียน ผู้ที่ดำเนินการจะเปิดคลินิกก็ทำไม่ได้ ทำงานล่าช้าไม่มีกรอบระยะการทำงาน แต่งตั้งคณะกรรมการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพมาทำงาน เป็นการเสียโอกาสของนักเรียน และเป็นความเสียหาย ของผู้ที่จะเปิดคลินิกสถานประกอบการที่ต้องจ่ายค่าเช่ามานานนับปี โดยที่เปิดไม่ได้ เป็นความเสียหาย ของการแพทย์แผนไทยเป็นอย่างยิ่ง การแพทย์แผนไทยมีแต่วันตกต่ำหมดค่าหมดราคา เพราะการทำงานที่ไม่มีวิสัยทัศน์ สภาการแพทย์แผนไทยมีหน้าที่รับผิดชอบกับผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหลายหมื่นคน มีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพของประชาชนทั้งประเทศ มีแต่เรื่องร้องเรียน และความขัดแย้งในคณะกรรมการ มัวแต่ทะเลาะกันเอง ทำให้เสียงาน เสียโอกาสของผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนไทย 


ปัจจุบันมีหมอตอกเส้นที่ผ่านการเรียนการสอนตอกเส้นของโรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร 2,000 กว่าคน และจากโรงเรียนอื่นๆ ที่เปิดสอนอีกหลายพันคน เมื่อสภายังไม่รับรองหลักสูตร นักเรียนที่เรียนจบมาก็กลายเป็นหมอเถื่อน เป็นหมอใต้ดิน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ สสจ. ไล่จับ เป็นคดีความทั่วประเทศ ทั้งๆที่ ศาสตร์ตอกเส้นเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศ และเผยแพร่ไปทั่วโลก ชาวต่างประเทศก็มาเรียนตอกเส้น เพราะตอกเส้นรักษาได้หายจริง อีกทั้งประหยัดและปลอดภัย มีผู้เข้ารับการตอกเส้นหลายแสนคน ลองคิดดูคนที่เป็นโรคปวดหลัง 200,000 คน ต้องใช้ยา ต้องใช้หมอผ่าตัด ค่าใช้จ่ายอย่างน้อยก็คนละ200,000 บาท คิดเป็นจำนวนเงิน 40,000,000,000 ล้านบาท ถ้าใช้ศาสตร์ตอกเส้นของโรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้น ไม่ต้องใช้ยา ค่าใช้จ่ายก็ประมาณคนละไม่เกิน 2,000 บาท รวมแล้วก็ 400,000,000 บาทเท่านั้น ตอกเสร็จอาการก็ดีขึ้น 50-100% ทำงานได้ตามปกติ ศาสตร์ตอกเส้นสีไพรควรที่จะได้รับรองหลักสูตรให้ถูกต้องตามกฎหมาย ของการประกอบวิชชาชีพแพทย์แผนไทย อย่าปล่อยให้เป็นหมอเถื่อน หรือจะรอต่างชาติเขาเอาไปจดสิทธิ์บัตร แล้วเราก็มาเรียกร้องว่าเป็นของคนไทย " 


อาตมาได้ยื่นขอรับรองหลักสูตรกับสภาแพทย์แผนไทย เมื่อปี 2558 แต่ได้รับอนุมัติหลักสูตรตอกเส้นพื้นบ้าน 100 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2562 และหลังจากอนุมัติหลักสูตรผ่านมาแล้ว 18 เดือน ก็ยังเปิดสอนไม่ได้ คนที่จะเรียนก็มีหลายพันคน โรงเรียนก็พร้อม ครูก็พร้อม ที่ไม่พร้อมคือใบอนุญาตจากสภาการแพทย์แผนไทย และอาตมายังได้ยื่นขอเปิดหลักสูตรตอกเส้นเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง กับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 เรื่องผ่านทุกขั้นตอนหมดแล้ว แต่พอจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในเดือนมีนาคม 2563 พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ นายกสภาแพทย์แผนไทย ก็ออกหนังสือคัดค้านหาว่าไม่ปรึกษาเขา ท่านอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ จึงส่งหนังสือขอความเห็นไปทางสำนักกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2563 เรื่องเงียบหายไปนาน 6 เดือน อาตมาก็สอบถามไปทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรม สบส. ก็บอกว่ายังไม่ได้รับหนังสือ จากสำนักงานกฤษฎีกา และได้ตามทวงถามความคืบหน้ากับท่านรองอธิบดีตลอด รอแล้วรอเล่าจนวันที่14 ตุลาคม. 2563 อาตมาจึงเดินทางไปที่สำนักงานกฤษฎีกาด้วยตนเอง ทางสำนักงานกฤษฎีกาก็ยืนยันว่าได้ตีความ ส่งหนังสือมาให้ทางกรม สบส. ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2563 แล้ว เลยกลายเป็นเรื่อง อาตมาจึงได้โทรถามทางกรม สบส. ก็ยืนยันว่ายังไม่ได้รับหนังสือ อาตมาจึงได้ขอหมายเลขหัวหนังสือจากสำนักงานกฤษฎีกา พร้อมเบอร์โทรส่งให้ทางกรม สบส.โทรคุยกันเอง ผ่านไป 1 ชั่วโมง ทางกรมบอกว่าหาเจอแล้ว ถูกดองเก็บเอาไว้ 3 เดือน " ปธ.มูลนิธิตอกเส้นสีไพร กล่าว พระมหาสีไพร กล่าวถึงว่า อาตมาจึงได้นำเอาเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่อ สตง. , คณะกรรมมาธิการสภาผู้แทน , นายอนุทิน ชาญวีระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส่งต่อไปถึงปลัดกระทรวง ส่งถึงอธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรม สบส. แต่เวลาจะ 3 เดือนแล้ว เรื่องก็ยังไม่คืบหน้า มีความล่าช้า อาตมาจึงได้นำคณะนักเรียนส่วนหนึ่งของโรงเรียนนวดตอกเส้นสีไพร มายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมโดยตรงกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ท่านเรียกนายกสภาแพทย์แผนไทย และอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กรมการแพทย์แผนไทยมาประชุม เพื่อแก้ปัญหาในความล่าช้าในการขอใบอนุญาตหลักสูตรนวดตอกเส้น 100 ชั่วโมงของสภาแพทย์แผนไทย และหลักสูตรตอกเส้นเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมงของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และถ้าตกลงกันไม่ได้จริงๆ อาตมาก็จะยกตำราเรียนทั้งหมดให้กับประเทศจีน เป็นแพทย์แผนจีนไปเลย  



พระมหาสีไพร อาภาธโร ประธานมูลนิธิตอกเส้นสีไพร ยังได้กล่าวอีกว่า ในความเห็นของอาตมา หลักสูตรที่นักเรียนต้องการ คือหลักสูตรตอกเส้นเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมงของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ เรียนระยะสั้น ทุกคนมีสิทธิ์เรียนได้หมด ไม่ยุ่งยาก เรียนจบภายใน 1 เดือน ขึ้นทะเบียนเปิดสถานประกอบการตอกเส้นเพื่อสุขภาพได้เลย ณ ปัจจุบันสถานประกอบการเพื่อสุขภาพก็ใช้ศาสตร์ตอกเส้นอยู่แล้วหลายหมื่นคน แอบทำกันทั้งนั้น สมควรที่จะทำให้ถูกต้อง ส่วนหลักสูตรนวดตอกเส้น 100 ชั่วโมงของสภาการแพทย์แผนไทยที่อนุมัติมา ไม่ตอบโจทย์ผู้เรียน เพราะมีการกำหนดคุณสมบัติผู้เรียนที่ไม่ชอบธรรม ข้อที่ 8. คุณสมบัติของผู้เรียนคือ 8.1 เป็นผู้ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี 8.2 เป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายและจิตใจไม่เป็นอุปสรรคต่อการอบรมและการปฏิบัติงาน 8.3 ต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการแพทย์แผนไทยหรือสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือสำเร็จการอบรมหลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทยหรือหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านเวชกรรมไทย หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพการแพทย์แผนไทยด้านการนวดไทย 800 ชั่วโมงหรือเทียบเท่าที่สภาการแพทย์แผนไทยรับรอง 



 สรุปแล้วถ้าจะประกอบวิชาชีพทำตามสภาแพทย์แผนไทย ต้องใช้เวลาถึง 4 ปีขึ้นไป ค่าใช้จ่ายในการเรียนหลายแสนบาท จึงขอฝากบอกไปยังท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขว่า นี่คือความเสื่อมของการแพทย์แผนไทย ที่มีแต่วันตกต่ำหมดค่าหมดราคา เรียนจบก็ไม่มีงานทำ เพราะเรียนแต่ตำราโบราณ ไม่ตอบโจทย์ความต้องการ ของผู้ป่วยและผู้เรียน ทั้งๆ ที่ความรู้ของแพทย์แผนไทยถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย สอนกันง่ายๆ รุ่นสู่รุ่น แต่มาถูกสภาการแพทย์แผนไทยกำหนดกฎระเบียบให้ยุ่งยาก แทบไม่มีการส่งเสริมใดๆ เลย มีแต่ออกกฎระเบียบมา กำจัดความรู้ ความสามารถ สภาการแพทย์แผนไทยมีไว้เพื่อฆ่าแพทย์พื้นบ้าน แพทย์พื้นเมือง ปราชญ์ภูมิปัญญาชาวบ้าน ต้องต่อสู้ขึ้นโรงขึ้นศาลหลั่งน้ำตากว่าจะได้มาให้ถูกต้องตามกฎหมาย แพทย์แผนไทยถ้าพัฒนาดีๆ สามารถสร้างรายได้ หลายแสนล้านบาท ประหยัดงบประมาณของรัฐได้หลายหมื่นล้านบาท หลักสูตรการเรียนการสอนตอกเส้น ที่ตอบโจทย์สุขภาพ ของคนทั้งโลก หาย ประหยัด ปลอดภัย ใช้เวลาสั้น ต้นทุนต่ำ อาตมาหวังว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะได้เล็งเห็นความเดือนร้อนของประชาชน เพราะสุขภาพของประชาชนคือรากแก้วของแผ่นดิน เล็งเห็นความจริงใจ ความหวังดีที่อาตมามีให้กับแผ่นดิน และเปิดตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพนำพานักท่องเทียวทั่วโลกสู่แผ่นดินไทย ...

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2563

 วันที่ 4 ธันวาคม 2563 นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดโรงพยาบาลวัดสมานรัตนาราม( พุทธโสธร2 ) 


และร่วมพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสเปิดให้บริการโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ในพื้นที่วัดสมานนาราม ตำบลบางแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวให้การต้อนรับ พร้อมด้วย พระประชาธรรมนาถ เจ้าอาวาสวัดสมานรัตนาราม ในนามประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลวัดสมานรัตนาราม ฝ่ายบรรพชิต นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานสภาวัฒนธรรมไทยจีน และส่งเสริมความสัมพันธ์อดีตรองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลวัดสมานรัตนาราม ฝ่ายฆราวาส นางจันทรัตน์ ไตรติลานันท์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดฉะเชิงเทรา นายแพทย์สาธาสุขจังหวัดฉะเชิงเทรา แพทย์หญิงสมบัติ ชุติมานุกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพุทธโสธร ข้าราชการ พ่อค้า และประชาชนชาวฉะเชิงเทราร่วมพิธีเปิดโรงพยาบาลจำนวนมาก 

























เอ.คนข่าวรายงาน